”รัฐธรรมนูญนิยม : สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย” PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย webmaster   
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2009 เวลา 16:00 น.

"รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย"

หมายเหตุ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ”รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย” โดย มีนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย นายธีระ สุธีวรางกูร  ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์  รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อภิปรายและดำเนินรายการโดยนายจอม เพชรประดับ  เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ห้องประชุม 301 ชั้น 3 คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

Aj_Surachat Aj_Teera Khun_Chaturon

สุรชาติ บำรุงสุข                                         ธีระ สุธีวรางกูร                             จาตุรนต์ ฉายแสง

เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ สถาบันศึกษาการพัฒนาประธิปไตย ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกประเด็น "รัฐธรรมนูญนิยม"มาเป็นหัวข้อเสวนาวิชาการ เพื่อตั้งโจทย์ตั้งประเด็นต่อสังคมไทย ตั้งคำถามต่อรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ตั้งคำถามต่อวิกฤตประชาธิปไตย   ด้วยความห่วงใยต่อความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราได้ถอดเนื้อหามาเสนอโดยครบถ้วนแล้ว

 

"รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย"

หมายเหตุ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ”รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดในสังคมไทย” โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย นายธีระ สุธีวรางกูร  ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์  รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อภิปรายและดำเนินรายการโดยนายจอม เพชรประดับ  เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ห้องประชุม 301 ชั้น 3 คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

0000

 

จอม เพชรประดับ

ผู้ดำเนินรายการ

วันนี้เป็นวันสำคัญทางการเมือง วันสำคัญทางด้านการปกครองของบ้านเรา เรารับทราบการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองของบ้านเรามาโดยตลอด และเป็นจุดก่อกำเนิดสร้างสำนึกของความเป็นประชาธิปไตยให้กับสังคมไทยก็เป็นภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

เรื่องธรรมนูญเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น มีการพูดคุย มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะวันที่มีความหมายอย่างนี้ คือวันรัฐธรรมนูญของประเทศเรา รัฐธรรมนูญนิยมที่เราพูดถึงไม่ใช่ในแง่ของจำนวน ตัวปริมาณ แต่ว่าเราต้องนิยมในเนื้อหาของความเป็นประชาธิปไตย ที่สำคัญไม่ใช่แค่นิยมอย่างเดียว แต่ทำอย่างไรร่วมกันปกป้องพิทักษ์รักษาด้วย เพราะเรารู้กันว่า การเมืองการปกครองของเรามีการดำเนินการมาตั้งแต่ 2475 ถึงปัจจุบัน 77 ปี แต่เราก็มีรัฐธรรมนูญมาก และก็เป็นการใช้รัฐธรรมนูญที่เปลืองมาก แล้วในรายละเอียดรัฐธรรมนูญก็จะมีการเพิ่มเติม มีการงอกเงยมาตลอด เป็นกฎหมายที่มีความยาวมากที่สุดในโลก รัฐธรรมนูญของไทยอีกฉบับหนึ่ง ด้วยความละเอียดอ่อนรัดกุมมาก จนกระทั่งบางครั้งทำให้เราต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยหรือเปล่า และการที่มีรัฐธรรมนูญในบ้านเรา ก็ดูเหมือนว่าในระยะเวลาต่อมา พอเราใช้เกินมาก ความศักดิ์สิทธิ์ดูจะผ่อนคลาย ดูสลายไปด้วยเหมือนกัน   ดูเหมือนว่าเรานิยมในเรื่องอื่น

เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ให้ผู้อื่นที่มีบทบาทมากกว่าเข้ามา เป็นลักษณะรัฐประหารนิยม  ปฏิวัตินิยม  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราใช้รัฐธรรมนูญเปลืองอย่างที่ว่า แล้วก็จะเห็นรัฐธรรมนูญเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอยู่เรื่อย และเป็นข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2475 มีประเด็นที่ต้องถกเถียงทำความเข้าใจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ด้วยสาเหตุตัวรัฐธรรมนูญหลายครั้งต่อหลายครั้ง แม้แต่ในปัจจุบัน เรามีมาแล้วถึง 18 ฉบับ ทั้งถาวรและชั่วคราว ฉบับปัจจุบันก็ยังเป็นประเด็นที่สำคัญ ยังเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งที่สำคัญ ที่ทำให้สังคมเรายังคงสภาพความขัดแย้ง

มาวันนี้เราจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นความนิยมในแง่ของความเป็นประชาธิปไตย เป็นความนิยมในแง่ของเนื้อหาที่จะนำไปสู่การให้ความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทยมีความมั่นคงและถาวร

 

อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรตุลาการเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมาย หรือคิดว่าตัวเองได้รับมอบหมายใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะตัวเองเป็นกระบวนการตุลาการภิวัตน์แก้ปัญหาทางการเมือง ท่านก็จะเห็นว่าในบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตุลาการใน 2 เรื่องนี้ เป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงการให้บทบาทสำคัญขององค์กรตุลาการในการนำมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง  ซึ่งเรากำลังมีความขัดแย้งกันอยู่อย่างหนัก...”

ผมเองได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พูดท่านแรกในเรื่องของรัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดหายในสังคมไทย ก่อนเข้าสู่เนื้อหา ผมอยากแสดงความรู้สึกส่วนตัว เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่ผมเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ในฐานะที่ผมเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านนิติศาสตร์ คือเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ผมมีความรู้สึกว่าเมื่อถึงวันรัฐธรรมนูญนับครั้งได้เลยว่า ที่ผมจะพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจส่วนมาก  มาถึงวันนี้แล้วจะต้องมานั่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไหม  มีคุณค่าแก่การยอมรับนับถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญหรือเปล่า โดยความรู้สึกอย่างนี้  ในที่สุดปีนี้ก็มาซ้ำกับความรู้สึกเดิมๆที่เคยมีมา นั่นก็คือ วันนี้ผมต้องมานั่งพูดถึงรัฐธรรมนูญด้วยความรู้สึกที่ไม่ภาคภูมิใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย

ถามว่าทำไม  เหตุผลอย่างแรกที่สุดเลย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีที่มีจากการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่มีวันจบ ไม่มีวันสิ้น

เหตุผลอย่างที่สองก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสมมุติฐานในการยกร่างซึ่งไม่ได้เป็นไปบนพื้นฐานหลักวิชาจริงๆ แต่เป็นการยกร่างบนสมมุติฐานที่จะเอารัฐธรรมนูญไปเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง  สิ่งที่สะท้อนตรงนี้มันปรากฏอยู่ทั่วในบททั่วไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ

สำหรับเหตุผลอย่างที่สาม เรื่องตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าว่ากันโดยรวมๆ เป็นบทที่มันสะท้อนถึงสิ่งที่สำคัญ หรือเป็นบทสะท้อนถึงเนื้อหาสาระที่ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญ  ด้วยเนื้อหา 3 เรื่องนี้ขออนุญาตแสดงความรู้สึกในเบื้องต้นว่า ผมก็ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เป็นสิ่งซึ่งไม่ได้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ

ย้อนมาที่หัวข้อ “รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ยังขาดหายในสังคมไทย”  โดยหัวข้อเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อน ในฐานะที่ผมเป็นผู้บรรยายวิชารัฐธรรมนูญในมหาวิทยาลัยก็ขออนุญาตพูดในเรื่องนี้ 3 ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรกก็คือเป็นเรื่องของความหมายรัฐธรรมนูญนิยม และการแสดงออกถึงการเป็นรัฐธรรมนูญนิยม

ส่วนที่ 2 ก็จะพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมกับการคงอยู่ หรือการขาดหายไปของรัฐธรรมนูญไทย โดยเฉพาะฉบับปี 2550

และส่วนที่ 3 ถ้าหากรัฐธรรมนูญนิยมไม่ได้เป็นแนวคิดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  เราจะแก้อย่างไร

ผมย้อนไปในเรื่องความหมายซึ่งค่อนข้างหลากหลาย แต่ในทางวิชาการจริงๆ  บทสรุปโดยเนื้อหาสาระค่อนข้างจะตรงกัน รัฐธรรมนูญนิยมจริงๆคือแนวความคิดของการพยายามใช้รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร มาเป็นเครื่องมือในการกำหนดรูปแบบการปกครองของรัฐ และกำหนดกลไกและกระบวนการในการจัดตั้งองค์กรของรัฐ ทั้ง 2 ส่วนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร  วัตถุประสงค์หลักๆจริงๆในชั้นเริ่มแรกเดิมที  ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดอำนาจรัฐ หรืออำนาจของผู้ปกครอง และวัตถุประสงค์ที่ 2 เพื่อที่การจะปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน นั้นเป็นวัตถุประสงค์เบื้องต้น

แต่ในปัจจุบันนี้ แนวความคิดในรูปแบบรัฐธรรมนูญนิยมยังมีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมขึ้นมาอีก 2 ข้อ อย่างแรกที่สุดก็คือเพื่อที่จะทำให้เกิดความมีเสถียรภาพ และประสิทธิภาพของรัฐบาลในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมือง และอย่างที่ 2 เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม นี้คือความหมายรัฐธรรมนูญนิยมในความหมายวิชาการ  เมื่อเรารู้รัฐธรรมนูญมันแนวความคิดในจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรรูปแบบไหน เราจะรู้ดีกันว่ารัฐธรรมนูญนิยมแสดงออกในรูปแบบไหนได้บ้าง อะไรคือสิ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า รัฐธรรมนูญซึ่งถูกยกร่างขึ้นแต่ละฉบับๆ ได้ถูกยกร่างขึ้นบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญนิยม

ตรงนี้  ถ้าจะสรุปอย่างแรกสุดคือ ตัวรัฐธรรมนูญเองจะต้องได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารประเทศ นี่คือวิธีการร่างโดยใช้รัฐธรรมนูญ  หลักการอย่างแรกก็คือต้องให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หลักการที่ 2 ตัวรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดหรือจัดตั้งองค์กรของรัฐ  และกระบวนการใช้อำนาจรัฐ  หลักการที่ 3 ตัวรัฐธรรมนูญจะต้องสะท้อนให้เห็นการแบ่งแยกอำนาจ หลักการที่ 4 ตัวรัฐธรรมนูญจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจ และหลักการที่ 5 ตัวรัฐธรรมนูญจะต้องสะท้อนให้เห็นหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมเป็นพื้นฐานในการปกครองประเทศ

นั่นคือเรื่องทั่วไปทางวิชาการ ซึ่งอาจจะดูน่ากลัวบ้างในชั้นแรก แต่พอเราตระหนักอย่างนี้ความหมายของรัฐธรรมนูญนิยม  นำแนวคิดหลักรัฐธรรมนูญนิยมมาปรับใช้หรือมาตรวจสอบกับตัวรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน  ผมมีข้อสังเกตอยู่ 3 ประเด็นว่าจริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ถูกยกร่างขึ้น และมีเนื้อหาสาระที่สะท้อนถึงการใช้แนวคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยมมาใช้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่   ข้อสังเกต 3 ประเด็นคือหลักการเป็นกฎหมายสูงของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราบอกว่าเมื่อใดรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นกฎหมายสูงสุดนั้นเป็นการสะท้อนถึงแนวคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้แนวคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม   ถ้าไปดูมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญก็จะเขียนไว้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  บทกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมักใช้ไม่ได้ ตรงนี้ท่านก็อาจจะมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างนี้อยู่บนพื้นฐานแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมแล้ว เพราะว่ามีกำหนดให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายก็ดี กฎก็ดี หรือการใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กรก็ดี แต่ว่านั่นคือ สิ่งที่มันปรากฏอยู่ในตัวของการเป็นลายลักษณ์อักษร

สิ่งที่ควรจะต้องคิดมากกว่านั้นก็คือ นับตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน โดยความเป็นจริงรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจริงหรือไม่  รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นกฎหมายสูงสุดเมื่อใด  ในความเป็นจริงเราถือไหมว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด

ถ้าท่านดูข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏขึ้นจริงในประเทศไทย  โดยดูจากการที่รัฐธรรมนูญถูกฉีกครั้งแล้วครั้งเล่า ฉีกแล้วก็ร่าง เมื่อร่างแล้วก็ฉีก  ในมิติทางด้านสังคมวิทยาการทางการเมือง แทบจะพูดได้เลยว่า รัฐธรรมนูญแทบไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุดจริงๆ  เพราะถ้าหากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจริงๆ มันจะไม่มีการร่างแล้วก็ฉีก  เมื่อฉีกแล้วก็ร่างอยู่อย่างนี้ และเป็นการฉีกโดยที่ไม่มีปฏิกิริยาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการที่พยายามยับยั้งไม่ให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญ  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจในความเห็นส่วนตัว ในขณะที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญโดยการรัฐประหาร  บทกฎหมายต่างๆ ซึ่งคณะรัฐประหารได้ออกมา ยังถูกนำไปยอมรับนับถือซึ่งมีภาคบังคับโดยสภาพความเป็นจริง โดยองค์กรตุลาการด้วย

เมื่อเป็นอย่างนี้  ไม่ว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร ผมก็ต้องขออนุญาตพูดตรงไปตรงมาว่า ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ  ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ในมาตรา 6 มันก็เป็นการเขียนแต่ในนาม แต่ในความเป็นจริงทั้งในด้านวิทยาการเมือง ทั้งในแง่ของการยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไป แม้แต่กระทั่งองค์กรที่ควรต้องทำหน้าที่ในการปกปักษ์รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญก็ยังยอมรับการฉีกรัฐธรรมนูญโดยสภาพด้วย  รัฐธรรมนูญของไทยจึงไม่มีสถานะการเป็นกฎหมายสูงสุดเอาซะเลย และเมื่อรัฐธรรมนูญของไทยโดยสภาพความเป็นจริงไม่มีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุด ในขณะที่แนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม  ยอมรับการเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่ยังขาดหายไปโดยสังคมไทยว่า เราไม่มีแนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยมในการที่จะยอมรับรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นข้อสังเกตข้อที่ 1

ข้อสังเกตข้อที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องหลักการแบบยึดอำนาจ ซึ่งเรายอมรับว่าหลักการนี้เป็นหลักการที่สะท้อนถึงแนวคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม ถ้าดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้มีองค์กรของรัฐ  องค์กรเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเราเรียกว่าอำนาจอธิปไตย เป็น 3 องค์กร นั่นคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ มองกันเพียงเท่านี้ ท่านก็อาจจะคิดอีกเหมือนกันว่า เราก็มีรัฐธรรมนูญซึ่งถูกยกร่างขึ้นบนแนวคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม นั่นก็คือมีการแยกองค์กรซึ่งมีการใช้อำนาจต่างกัน แต่ละองค์กรมีการใช้อำนาจซึ่งไม่ก้าวก่ายกันและกัน แต่ถ้าท่านไปดูลึกๆ คงเห็นว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้ถูกยกร่างขึ้นมาบนพื้นฐานแนวคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยมอย่างแท้จริง ข้อเท็จจริงซึ่งพิสูจน์ถึงความบกพร่องตรงนี้ ขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงอย่างเดียว นั้นคือการจัดให้องค์กรตุลาการเข้ามามีอำนาจหน้าที่ค่อนข้างมากในหลายๆ ทางด้วยกัน

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการออกเป็น 4 อย่างด้วยกัน ก็คืออำนาจในการวินิจฉัยคดีถือเป็นอำนาจหน้าที่หลัก อำนาจที่สองเป็นอำนาจในการเสนอคดีรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย อำนาจที่สามรัฐธรรมนูญให้องค์กรตุลาการมีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายได้ด้วย และอย่างที่สี่ก็คือให้องค์กรตุลาการมีบทบาทในการสรรหาตัวบุคคลมาดำรงในองค์กรอิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระโดยเฉพาะวุฒิสภาซึ่งมีที่มาจากการสรรหา

ในบรรดาอำนาจทั้ง 4  อำนาจนี้ มีความเห็นที่จะต้องวิเคราะห์วิจารณ์เกี่ยวกับ 2 อำนาจสุดท้าย นั่นคือ อำนาจในการเสนอร่างกฎหมายกับอำนาจในการเสนอรายชื่อบุคคล หรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งองค์กรของรัฐ

อำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ต้องบอกว่าเป็นอำนาจใหม่ขององค์กรตุลาการ และการเสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการ  ในทางวิชาการตรงนี้จะเป็นบทตัดอำนาจของคนอื่น หรือเป็นบทเสริมอำนาจของคนอื่น  ผมไม่ลงรายละเอียดมาก แต่พูดง่ายๆ ก็คือถ้าองค์กรตุลาการมีอำนาจในเสนอร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรศาล หรือกฎหมายที่มีประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการ  โดยอำนาจนี้เป็นอำนาจที่เป็นบทเสริมอำนาจของฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติในการเสนอร่างกฎหมาย ถึงแม้จะมีความไม่เหมาะสมอยู่บ้างในทางหลักการแบบยึดอำนาจ แต่ก็พอจะรับได้

แต่ถ้าหากว่าอำนาจขององค์กรตุลาการในการเสนอร่างกฎหมาย ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการ หรือเป็นเรื่องที่มาจากองค์กรศาล  กลายเป็นบทตัดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือในการเสนอร่างกฎหมายประเภทนี้ นั่นจะเป็นเรื่องที่ว่าเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยพื้นฐานในทางเนื้อหาสาระหมด ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไปว่าเป็นยังไง  นี่คืออำนาจในการเสนอร่างกฎหมายของฝ่ายตุลาการ ซึ่งผมมีความเห็นว่า มันยังไม่มีความเหมาะสมในการบัญญัติหลักการแบ่งแยกอำนาจที่ไม่สอดรับในสิ่งที่ควรจะเป็น

สำหรับอำนาจในการเสนอชื่อบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และสมาชิกวุฒิสภา อำนาจนี้มีสมาชิกวุฒิสภาบางท่านบอกว่า มันก็เป็นอำนาจแต่เดิมตามที่รัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดเอาไว้ แต่สิ่งที่ท่านต้องสังเกตให้มากและหลงไป ที่ต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า สัดส่วนขององค์กรตุลาการในการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมันมีสัดส่วนที่มากจนมีนัยสำคัญ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ในการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีทั้งหมดอยู่ 5 ท่าน จะมีที่มาแยกออกเป็น  2 ทาง คือ 3 ท่านจะมีที่มาจากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง  ส่วนอีก 2 ท่านจะมาจากการคัดเลือกในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ผมพูดเฉพาะเรื่องการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ที่มีที่มาจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีองค์ประกอบอยู่ทั้งหมด 7 ท่าน ใน 7 ท่าน มีหนึ่งคือประธานศาลรัฐธรรมนูญ สองประธานศาลปกครองสูงสุด สามประธานศาลฎีกา สี่บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย และห้าคือบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย โดยโครงสร้างเหล่านี้แสดงว่า ศาลมีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรหาองค์กรอิสระอยู่แล้ว 3 ท่าน  ประกอบกับเกี่ยวข้องในฐานะเป็นบุคคลที่สรรหาบุคคลไปทำหน้าที่สรรหากรรมการการเลือกตั้งอีก 2 ท่าน เว้นไว้ 2 ที่ให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือก ตรงนี้มันก็สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรอิสระจะมีใครไปนั่งในตำแหน่งนั้นได้ อย่างน้อยองค์กรตุลาการจะเป็นผู้กำหนด

ตรงนี้นี่เองเมื่อไปดูประกอบกับกรรมการสรรหาหรือที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นบทสะท้อนให้เห็นว่า วันนี้องค์กรตุลาการมีบทบาทไม่เฉพาะเพียงอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยคดีซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่หลัก แต่จะมีบทบาทในการไปกำหนดองค์กรซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรอื่น โดยที่ตัดอำนาจหน้าที่ของฝ่ายอื่นออกไปทั้งหมด นี้เป็นตัวอย่างแรกที่ผมอยากชี้ให้เห็น

ตัวอย่างที่สอง เรื่องการสรรหาวุฒิสภา ในบรรดากระบวนการสรรหาวุฒิสภา 7 ท่าน 3 ท่านจะมีที่มา หรือเกี่ยวข้องกับองค์กรตุลาการ ส่วนอีก 4 ท่านจะเป็นประธานองค์กรอิสระ ซึ่งก็มีที่มาจากการคัดเลือกองค์กรตุลาการ  ตรงนี้ท่านจะเห็นว่า องค์กรตุลาการจะมีบทบาทในการสรรหาบุคคลบางส่วน ซึ่งจะไปใช้อำนาจนิติบัญญัติ มองดูอย่างนี้ถ้าท่านไม่คิดถึงเรื่องอย่างอื่นก็อาจจะมองแต่เพียงว่า ก็เป็นเรื่องหลักวิชาตามปกติ แต่ถ้าท่านเอาเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาประกอบกับบริบททางการเมือง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรตุลาการเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมาย หรือคิดว่าตัวเองได้รับมอบหมายใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะตัวเองเป็นกระบวนการตุลาการภิวัตน์แก้ปัญหาทางการเมือง ท่านก็จะเห็นว่าในบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตุลาการใน 2 เรื่องนี้ เป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงการให้บทบาทสำคัญขององค์กรตุลาการในการนำมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง  ซึ่งเรากำลังมีความขัดแย้งกันอยู่อย่างหนัก

ที่ผมกังวลก็คือว่า เมื่อเรากำหนดให้องค์กรตุลาการเข้ามามีบทบาทอย่างนี้ สุดท้ายถ้าองค์กรตุลาการไม่วางบทบาทตัวเองที่เหมาะสมของตัวเองให้ดี หรือแม้แต่การใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่เหมาะสมกับรัฐธรรมนูญกำหนด ในลักษณะที่มันไม่สอดรับกับตัวระบบ บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการใน 2 เรื่องนี้ จะเป็นตัวทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรตุลาการเอง

ตรงนี้นี้เองจะเป็นบทสะท้อนว่า แนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งเราพูดถึงเรื่องการแบ่งแยกอำนาจในฐานะที่เป็นแนวคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะสะท้อนตุลาการอย่างนี้ เมื่อนำมาปรับใช้กับรัฐธรรมนูญไทยแล้ว โดยความเห็นของผมก็เห็นว่า ยังไม่สอดรับกับการแบ่งแยกอำนาจ เพราะมีการจัดวางแบบหลักการยึดอำนาจไปให้องค์กรซึ่งไม่ควรจะมีอำนาจหน้าที่ในบางเรื่องขึ้นมามีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ตรงนี้ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในเรื่องของแนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม การกำหนดหลักการแบบยึดอำนาจในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 

0000

 

จอม เพชรประดับ

ผู้ดำเนินรายการ

สะท้อนมุมมองของอาจารย์ธีระว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทขององค์กรตุลาการ หลักแบ่งแยกอำนาจบกพร่อง  มีการใช้อำนาจทับซ้อนกัน นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถสร้างรัฐธรรมนูญนิยมเกิดขึ้นในสังคมได้

 

 

รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

เมื่อความจริงกองทัพยังเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของการเมืองและอำนาจทางการเมือง วันนี้ถ้าต้องคิดการพัฒนาทางการเมือง  ต้องมีคำตอบเรื่องทหารกับการเมือง พูดง่ายๆ ผมสรุปเป็นวาระ ถ้าต้องปฏิรูปการเมือง ต้องปฏิรูปกองทัพคู่ขนานกัน ไม่สามารถทำส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นเอกเทศได้ การปฏิรูปกองทัพเกิดไม่ได้ถ้าการเมืองไม่ได้ปฏิรูป  การปฏิรูปการเมืองเกิดได้ก็ไม่ยั่งยืนถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ...”

อาจารย์ธีระได้พูดถึงรัฐธรรมนูญ ผมจะพูดถึงคนฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องกัน ผมว่าจริงๆ การเมืองไทยมีปัญหาในเรื่องของรวมศูนย์ใน 3 เรื่อง ที่ถกเถียงกันตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน คือปัญหารัฐธรรมนูญ ปัญหาพรรคการเมือง และปัญหาตัวสถาบันคือกองทัพ

ถ้ามองอย่างนี้จะเห็นอย่างหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2475  ความจริงเราถกกันแค่ 2 กรอบ คือกรอบของรัฐธรรมนูญ กับกรอบของพรรคการเมือง และกรอบในเรื่องกรอบความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมือง  โดยตัวทหารเราไม่เคยถกเท่าไร  ผมเปิดประเด็นเหล่านี้ เพราะผมเห็นว่า เวลาที่เราเรียนเรื่องพวกนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นนักเรียนนักศึกษา การมีบทบาทของทหารในการเมืองไทยจริงๆ ไม่ได้เริ่ม2475  บังเอิญเป็นวันรัฐธรรมนูญเราจึงนึกถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475

ของจริงๆที่มีการบันทึก มันเริ่มที่ปี 2452 จากปี 2452 เริ่มรวมกลุ่มเริ่มคิดได้  ถ้าเรารอย้อนกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ กลุ่มคนที่พูดรัฐธรรมนูญมากในยุคนั้น ปี 2452 รัชกาลที่ 6 เป็นทหาร  เป็นผู้นำทหาร เป็นทหารรวมกลุ่ม ถ้าเราย้อนไปอ่านบันทึกยิ่งเป็นบันทึกที่เขาเขียนเอง  จะแปลกใจว่าทหารยุคนั้นคิดขนาดนั้นเชียวหรือ จากปี 2452 สังคมไทยคุยไปคุยมาข่าวรั่ว  ซึ่งรั่วได้แค่เพียง 2 ปี ปี 2454 ถูกจองจับ เวลาเราเรียนประวัติศาสตร์ก็คือ รศ. 130 บางคนเรียกกบฏ ร.1 เป็นความพยามยามของทหารไทยครั้งแรก  เริ่มคิดเรื่องการเมืองไทยแต่มีอายุแค่ 2 ปี ไปสำเร็จจริงๆอีก 21 ปีถัดไป ปี 2475 ยาวนานไม่น่าเชื่อ

แต่ย้อนไปดูจาก 2452 ที่ผู้นำทางทหารตอนนั้นเริ่มคุย มาถึงปี 2475 ที่เราดูจากหลักฐานต่างๆ คาดว่า ทหารอยากเห็นประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ฉีกนะ  อย่าเข้าใจผิด อยากเห็นรัฐธรรมนูญ และต้องบอกว่า เชื่อว่าจะสร้างอนาคตของสยามได้ ด้วยการมีรัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อสร้างประเทศในอนาคต เพราะมองว่าความก้าวหน้าส่วนหนึ่งของประเทศที่ผู้นำทางทหารของสยามในยุคนั้นก็สรุปว่า ความก้าวหน้าของหลายประเทศที่เกิดขึ้นนั้น เพราะมีรัฐธรรมนูญเป็นตัวขับเคลื่อน แต่พอยึดอำนาจหรือได้อำนาจตอน 2475 เสร็จ  เราไม่ค่อยมีบันทึกนัก เช่น อาจารย์ปรีดีคุยกับจอมพล ป.ไหมว่า อนาคตหลังจากได้อำนาจรัฐมาจริงๆ ตกลงจะเอาอย่างไรกับบทบาททหาร  คงไม่เห็นเอกสาร หรือมีบันทึกการคุย มันก็เป็นคำถามที่ตกค้างอยู่  ผมคิดว่าหลังปี 2475 ใครที่ทำเรื่องรัฐธรรมนูญก็จะเห็นเยอะ และพรรคการเมืองก็จะมีเอกสาร แต่พอผมต้องทำเรื่องการทหาร  ผมไม่เห็นประเด็นนี้ในหมู่ผู้นำทหารปี 2475 พอไม่เห็นประเด็น แต่เราเห็นความขัดแย้งหลังปี 2475 ทั้งระหว่างทหารกับทหาร  และระหว่างทหารกับพลเรือน นั้นก็คือปัญหาส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นั้นๆ

เมื่อหลังปี 2475 สรุปง่ายๆ ก็คือ ประเด็นเรื่องทหารกับการเมืองไทย เริ่มถูกทิ้งค้างไว้ มันก็มีการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่อง หรืออาจสะดุดทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475  ไล่เรียงมาก็รัฐประหารไม่รู้กี่ครั้ง รัฐประหารเบาหน่อยก็ช่วงสงครามโลก  มันไม่มีเพราะเราเผชิญปัญหาสงครามโลก พอเผชิญปัญหาสงครามโลกเสร็จ ยังไม่ทันครบ 2 ปีเลยยึดใหม่  มีรัฐประหาร ปี 2490 และหลังจากนั้นก็ยึดตลอด เราเผชิญกับปี 2475 ยาว จนทั้งการเปลี่ยนแปลงมาเกิดกับเราในวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2516 พูดแล้วก็นึกถึงตรงนี้ เหตุการณ์ปี  2516 เปลี่ยนเสร็จ ย้อนกลับไปดู 2475 ไม่ถกเรื่องทหาร  ยกแต่เกิดรัฐธรรมนูญ หลังปี 2516 น่าสนใจ รัฐธรรมนูญหลังปี 16 เริ่มให้บทบาททหาร  เรื่องของการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดยผมเคยถามอาจารย์ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญว่า การกำหนดมาตรามีแนวคิดอย่างไร  ก็บอกว่า ตอนคิดมองว่า การเปลี่ยนแปลง 14 ตุลาคม 2516 ถ้าเกิดบทบาททหารทางการเมืองจะลด แต่รัฐธรรมนูญจะเอื้อบทบาททหารให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญหลังปี 2516 จะเป็นมาตราไหม

แต่ถามว่าได้ถกทหารกับการเมืองไหม ก็ไม่ถก เวทีหลัง 14 ตุลาคม 2516 ไม่ถกทหารกับการเมือง ถกเรื่องรัฐธรรมนูญ  ถกเรื่องรัฐธรรมนูญ ถกเรื่องประชาธิปไตย แม้กระทั่งหลังจากนั้นก็ไม่ถกเรื่องทหารกับการเมือง หรือความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมืองที่ต้องการการจัดใหม่  หลังปี 2475 ก็ไม่ถก หลัง 14 ตุลาคม 2516 ก็ไม่ถก สุดท้ายกลุ่มทหารก็ยึดอีก  พอถึงกุมภาพันธ์ 2534 พอถึงพฤษภาคม 2535 น่าสนใจ  เราเชื่อว่า ถ้าอยู่ในเหตุการณ์นั้นคงจำหน้ากันได้ หลัง 2535 เราเชื่อว่ารัฐประหารจบแล้ว บางคนเชื่อว่ารัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 ของพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธาน รสช. เป็นครั้งสุดท้าย  ใครในทางการเมือง ใครที่พูดเรื่องรัฐประหารเชยที่สุด

ประเด็นที่ผมเสนอเรื่องทหารไม่เป็นประเด็นถกในทางวิชาการเลย เพราะทุกฝ่ายเชื่อว่า การรัฐประหารในการเมืองไทยจบแล้ว เราเชื่อว่าการเมืองไทยก้าวเข้าสู่ความเข้มแข็งกลไกในระบบรัฐสภา กลไกการเลือกตั้ง กลไกรัฐธรรมนูญนิยมมันขับเคลื่อนได้หลังๆ  แต่พอเอาเข้าจริงๆ ปี 2547 ปี 2548 ถ้าจำกันได้ การเมืองไทยชักมีคำถามเดิม หรือในวงคุยกันเล็กๆว่า ทหารจะยึดไหม ในบางสื่อก็เริ่มพูดกัน

จากปี 2454 ที่เป็นการเริ่มความพยายามในการทำรัฐประหารครั้งแรก จนถึง 19 กันยายน 49 เรามีรัฐประหารทั้งหมด ทั้งสำเร็จ และไม่สำเร็จ  27 ครั้ง  ตั้งคำถามว่าการร่างรัฐธรรมนูญกับรัฐประหารอะไรมากกว่ากัน  รัฐประหารมากกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าถกรัฐธรรมนูญ  เราพูดเรื่องนี้นานเหมือนกัน หลัง 14 ตุลาคม 2516 ก็ไม่ใช่ ขณะนี้อาการใกล้เคียงกัน หลังพฤษภาคม 2535 จะสังเกตต่อไปประเด็นเรื่องการพัฒนาทางการเมือง  ไม่เคยถกการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมือง หรือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับกองทัพ แล้วตกลงเอาทหารไปไว้ที่ไหนละ เราก็บอกว่าเอาทหารออกไปเลย  อย่างที่ผมบอกสถาบันทางการเมืองไทยมี 3 ส่วน รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง และกองทัพ

เมื่อความจริงกองทัพยังเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของการเมืองและอำนาจทางการเมือง วันนี้ถ้าต้องคิดการพัฒนาทางการเมือง  ต้องมีคำตอบเรื่องทหารกับการเมือง พูดง่ายๆ ผมสรุปเป็นวาระ ถ้าต้องปฏิรูปการเมือง ต้องปฏิรูปกองทัพคู่ขนานกัน ไม่สามารถทำส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นเอกเทศได้ การปฏิรูปกองทัพเกิดไม่ได้ถ้าการเมืองไม่ได้ปฏิรูป  การปฏิรูปการเมืองเกิดได้ก็ไม่ยั่งยืนถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ แต่อย่างที่ผมเรียนข้อเสนอของผมอย่างนี้ ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จาก 2475  จาก 2516  จาก 2535 เราไม่ถกประเด็นนี้ในเวทีสาธารณะ หรือในมุมกลับเราไม่มีพลเรือนที่ทำเรื่องทหาร ความรู้ ความเข้าใจเรื่องทหาร  เรื่องความมั่นคงในสังคมไทยไม่มี เป็นตัวประหลาดเหมือนกันในยุคหนึ่งซึ่งคนไม่แน่ใจว่า ผมเป็นทหารหรือพลเรือน แต่ในมุมเดียวถ้าไม่ถกแล้วแรงขับเคลื่อนทางการเมืองในความหมายของการปฏิรูปจะเกิดอย่างไร ถ้ากองทัพไม่มีการปฏิรูป

เพราะฉะนั้นการปฏิรูปในวันนี้อยู่ในกระแสถ้าเราพูดภาษาเดิม  ถ้าปฏิรูปอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์  ซึ่งช่วงที่โลกาภิวัตน์ผันแปรปี 2535 เห็นชัดมาก  ช่วงใกล้ปี 2535 ก่อนเหตุการณ์ปี 2535 เราเห็นเทียนอันเหมิน จากเทียนอันเหมิน เราเห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในปี 2535 ในแนวโน้มเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลจากเทียนอันเหมินทำให้โครงสร้างประชาธิปไตยในจีนตื่นตัว แต่ผลจากประชาธิปไตยปี 2535 ที่การเคลื่อนในไทยไม่เกิดผลต่อโครงสร้าง และการปรับตัวของอำนาจรัฐในไทย น่าสนใจมาก ตอนเราเห็นเทียนอันเหมินถ้าถามผมแล้ว ผมว่าเทียนอันเหมินไม่สูญเปล่า เพราะเกิดการปรับโครงสร้างของรัฐจีน  ซึ่งเปิดให้มีเสรีนิยมมากขึ้น

แต่ตรงกันข้ามกลับมามองบ้านตัวเอง ยิ่งมองแล้วยิ่งมองเริ่มรู้สึกว่า จะอธิบายบ้านตัวเองได้ยังไง ในขณะที่ในปี 2535 เราคิดว่าเราปรับเยอะ ปรับไปปรับมากลุ่มที่เคยขับเคลื่อนในปี 2535  กลายเป็นกลุ่มที่เรียกร้องการรัฐประหารมากที่สุด พูดง่ายๆ คือกลุ่มที่เคยชูธงสีเขียวอ่อน ในปี 2540 พอปี 2549 ชูธงสีขี้ม้า ตกลงเกิดอะไรกับปัญญาชนผม เกิดอะไรกับสื่อ เกิดอะไรกับคนชนชั้นกลางในเมือง เกิดอะไรกับเอ็นจีโอ บวกกับอดีตบรรดาฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ที่วันนี้กลายเป็นขับเคลื่อน และเชื่อเหลือเกินว่าการรัฐประหารก็คือ ธงในการแก้ไขปัญหาในสังคมไทย

พูดง่ายๆ ขับเคลื่อนด้วยขบวนการคิดด้วย “เสนาภิวัตน์”  โดยฝ่ายเสนาภิวัตน์จะขับเคลื่อนคู่ขนานกับโลกาภิวัตน์ที่เกิดในเวทีโลก และตุลาการภิวัตน์ที่เกิดในเวทีการเมืองไทย ถ้าคิดอย่างนี้เวทีนี้ต้องจัดอีกหลายปี  เพราะฉะนั้นประเด็นถกวันนี้ ผมคิดว่าเราหลงประเด็น  แต่ผมว่าการขับเคลื่อนในวันนี้ต้องการการคิดจริงๆว่า คิดจะสร้างอนาคตการเมืองไทย ถ้าคิดถึงอนาคตในวันหน้า เป็นภาษาทหารต้องการมีพิมพ์เขียวในการสร้างกระบวนการจัดอำนาจรัฐของสยามในปัจจุบัน พิมพ์เขียวชุดนี้ต้องการคนคิดหลากหลาย ต้องการคนหลายอาชีพ หลายความชำนาญ ต้องคิด เพราะนี้คืออนาคตของพวกเราทั้งหมด

วันนี้  ถกวันนี้ยังง่าย แต่ถกวันนี้มองไปปีหน้า  เดิมถ้าผมเป็นหมอดูในปีที่แล้วผมยอมรับ ผมฟันธงผิด ผมเชื่อว่า 2552 จะหนัก เศรษฐกิจน่าจะลาก แต่สมมติวันนี้รวมกันแล้วถ้าใช้สำนวนฟันธง ผมว่าปี 2553 น่าจะหนักกว่า ถ้า 2553 หนัก  คำถามจะกลับมาเหมือนกับหนังเดิม ยึด(อำนาจ)หรือไม่ยึด โอ้โฮหนัง 14 ตุลาคม 2516 ผมไม่เอา ปี 2475 จนถึงวันนี้กลับมาบรรยากาศเดิมๆ  ยึด(อำนาจ)หรือไม่ยึด แต่ถ้าไม่จัดทำ หนังนี้อยู่กับเราอีกนาน (รัฐประหาร)ครั้งที่ 28 จะเกิดกับเราอีกเมื่อไร

ทำนายรอบใหม่น่าสนใจมาก  แล้วปีหน้าฟังแล้วอย่าหดหู่เศรษฐกิจจะทรุดหนักจริงๆ แล้ว เศรษฐกิจปี 2552 ซึ่งเราเคยคิดว่า จะตกท้องช้าง ที่จริงยังไม่ถึงจุด ถ้าปี 2553 ตกท้องช้างจริงๆ การเมืองไทยจะเดินอย่างไรในความคิดทางเศรษฐกิจ  วันนี้คิดเศรษฐกิจกรอบของประเทศไทยไม่ได้ ต้องคิดในกรอบเศรษฐกิจใหญ่ในเวทีโลก  ตกลง“โอบามา”จะประครองเศรษฐกิจโลกได้ไหม หรืออนาคตจะต้องหาหัวรถจักรลากเศรษฐกิจเอเชียใหม่  ที่ไม่เป็นหัวจักรลากเศรษฐกิจที่เขียนว่า แมคอินยูเอสเอ อาจจะเป็นแมคอินไชน่า บวกกับหัวรถจักรคันเดิมแมคอินเจแปน  ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องคิดกรอบใหม่ทั้งหมด  แต่ถ้าเศรษฐกิจเริ่มมีความผันผวน แต่การเมืองไทยยังเป็นอย่างนี้อยู่

 

 

0000

 

จอม เพชรประดับ

ผู้ดำเนินรายการ

 

เหตุผลที่ทำให้สังคมไม่อยากยุ่งกับกองทัพ ก็อาจจะเป็นบอกว่า ไม่อยากให้กองทัพมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไป แต่สุดท้าย อย่างที่อาจารย์ว่า ประวัติศาสตร์บ้านเราการเมือง กองทัพ หรือทหาร บทบาททหารก็ยังคงมีบทบาทอยู่ในทางการเมืองบ้านเรามาโดยตลอด สิ่งที่อาจารย์สุรชาติได้ตั้งเป็นประเด็น และได้สร้างความเข้าใจให้กับพวกเราจะเห็นชัดในมิติของกองทัพ ในมิติความเคลื่อนไหวที่จะกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมือง  เราจะวางไว้ตรงไหนอย่างไร

อาจารย์พูดถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 52  ซึ่งอาจารย์บอกว่า ฟันธงไปอาจจะพลาด ฟันธงต่อไปอีกปีหน้าก็อาจจะหนักกว่า และคงเป็นเรื่องที่ว่าเศรษฐกิจทรุด การเมืองจะไปอย่างไรต่อไป ก็ภาวนาให้อาจารย์ฟันธงผิดจะได้ไม่กังวลไปมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นที่ต้องทำความเข้าใจ และดูกันไปด้วยจะจบอย่างไร จะมีทางออกอย่างไร ทั้งในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจในปีหน้า

แต่ว่าสิ่งที่ท่านจาตุรนต์ได้คุยไว้ และเขียนไว้ในหนังสือ นี้เป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย ดูเหมือนท่านจาตุรนต์ได้ฟันธงไปเรียบร้อยแล้วว่า ปฏิวัติเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคตข้างหน้าถ้าคุณได้อ่าน อยากให้คุณจาตุรนต์อธิบายอีกครั้ง สุดท้ายแล้วจะต้องอีกกกี่ครั้งที่จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้เรายอมรับและศรัทธา ฉบับไหนแก้กันอย่างไร หรือคิดว่าเราจะทำให้สังคมยอมรับในกฎกติกาว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดได้อย่างไร

 

0000

 

จาตุรนต์ ฉายแสง

ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย

“ต้องปลูกฝังแนวความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมที่ถูกต้องในสังคมไทยให้เกิดขึ้น ต้องสู้กันทางความคิดเพื่อให้คนเข้าใจว่า ไม่ได้  ปล่อยอย่างนี้ไม่ได้  จะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดรัฐประหาร จะเกิดการคอรัปชั่น จะเกิดอะไรก็แล้วแต่ในประเทศไทย  อ้างเรื่องเหล่านั้นแล้วทำรัฐประหาร สุดท้ายก็จะพบว่า มีคนพิสูจน์หลายครั้งหลายหนแล้วว่า เลวร้ายกว่าเดิม เพราะฉะนั้นก็ต้องยืนยันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รัฐประหารไม่ได้ ต้องยึดหรือปฏิบัติตามแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยม เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง...”  

ท่านผู้มีเกียรติ  เรามาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมในวันรัฐธรรมนูญ เป็นการมามีกิจกรรมในการรำลึกในอีกรูปแบบหนึ่ง  คิดว่าการที่จะมาคิด มาพูดอะไรในวันรัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องได้เนื้อหาสาระจริงๆ ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมากๆ แต่ว่าก่อนอื่นเลยก็ต้องพูดเพื่อให้ตัดความรู้สึกหน่อย เรามารำลึกวันรัฐธรรมนูญกันในขณะที่ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญจริง  เรื่อง “รัฐธรรมนูญนิยม : สิ่งที่ยังขาดหายในสังคมไทย” จะต้องต่อด้วยว่า เรามารำลึกรัฐธรรมนูญในขณะที่สังคมไทยไม่ได้ยอมรับนับถือ และปฏิบัติตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมมาเกือบตลอดใน 70 ปีนี้  เริ่มต้นด้วยการนำแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยมมาใช้ แต่ต่อมาๆ ก็ไม่ได้ยึดถือ ปฏิบัติตามแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยม อันนี้เหมือนกับแจ้งข่าวร้ายให้ทราบ และให้คิดต่อไป เราควรจะให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญแค่ไหน และเราควรจะรู้จักและทำความเข้าใจ เพื่อที่จะยึดถือปฏิบัติตามแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยมมากน้อยแค่ไหน เป็นประเด็นที่น่าจะคิดกันต่อไป

การตั้งหัวข้อนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการพยายามทำอะไรให้มันแปลกๆไปหน่อย ถ้าเป็นธรรมดาก็จะพูดว่า รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เราจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมาได้ยังไง หรือเอารัฐธรรมนูญปี 2540 คืนมาได้ยังไง รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดีตรงไหน แต่วันนี้เราตั้งหัวข้อว่า รัฐธรรมนูญนิยม สิ่งที่ขาดในสังคมไทย มีเหตุผลที่ทำไมตั้งประเด็นนี้  รัฐธรรมนูญนิยมจริง รัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญนิยมมันเป็น 2 อย่าง ไม่เหมือนกันทีเดียว ทับซ้อนกันอยู่ แต่ว่ามันไม่ได้มีความหมายอย่างเดียวกัน คือเราไม่มีทั้ง 2 แบบ คือไม่มีทั้ง 2 อย่าง ไม่มีทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญนิยม นับจากนี้เรามาพูดในสิ่งที่เราไม่มีทั้ง 2 อย่าง เราจะพูดว่าเราควรจะไปมีมันได้ยังไง

ผมเองก็หยุดสนใจเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องประชาธิปไตย แต่เมื่อต้องมาเขียนหนังสือก็ต้องหาหนังสือนั้นหนังสือนี้มาอ่านมากมาย และจริงๆ เรื่องที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยมันไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่จากที่อ่านพอเขียนเป็นรัฐธรรมนูญนิยมเป็นบ้างแล้ว น่าเสียดายไม่ได้อ่านหนังสืออาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์เสียดายที่ไม่ได้อ่าน แต่น่ายินดีที่ไม่ได้อ่านเหมือนกัน  ตอนนี้นะ ที่ไม่อ่านคือ ไม่ได้นำเอาความคิดนั้นติดตัวมา เพราะว่าถ้าเอาความคิดนั้นติดตัวมาด้วย  ผมก็จะกลายเป็นคนหนึ่งที่ผลักดันให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยมากๆ อย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ จะได้พูดรัฐธรรมนูญที่ถูกบิดเบือนนั้น แล้วมันมีผลอย่างไรต่อสังคมไทย

มีข้อโต้แย้ง หรือชวนให้คิดแบบให้รับสนองมาใส่ตัวเรา ไม่ฟังแล้ว แต่รับทราบมาอีกที คือมันมีความคิดโต้แย้งกันมาในเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญ กับปัญหาในเรื่องของแนวคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยมเป็นคนละเรื่องกัน  มีข้อสรุปแบบว่า ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญ อาจไม่ยึดถือแนวความคิดแบบแผนพฤติกรรม แบบวัตถุนิยมก็ได้ และก็มีบางประเทศไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยึดถือตามแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยม เช่น อังกฤษ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น 2 เรื่อง ไม่ใช่เหมือนกันซักทีเดียว ไม่ได้บอกว่า มีรัฐธรรมนูญแล้วหมายถึงคุณยอมรับยึดถือแนวความคิดนั้นๆ อันนี้ความจริงประเทศไทยก็มีตัวอย่าง เราไม่ได้มีแค่รัฐธรรมนูญเท่านั้น เรามีสิ่งที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ ตามคำมัน เรามีตั้ง18 ฉบับ มีเยอะด้วยซ้ำ นับแล้วถ้ามีมากแล้วบอกว่ามีรัฐธรรมนูญนิยมมากกว่าคนอื่น เรามีมากที่สุด แต่มันไม่ใช่ความหมายของอันนี้

ตกลง ทำไมต้องมาพูดเรื่อง รัฐธรรมนูญนิยม ก่อนอื่นต้องพูดเรื่องรัฐธรรมนูญซักหน่อยก่อนว่า ในส่วนของรัฐธรรมนูญมันไม่เท่ากัน ใครจะขัดแย้งไม่ได้  รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นตัวกำหนดหลักของประชาชน มาจากประชาชน และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และสุดท้าย 70 กว่าปีมานี้ ไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุด เพราะว่าคิดได้โดยบุคคลมากำหนด  รัฐธรรมนูญในประเทศไทยจึงไม่ใช่กฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญรองลงมาอันดับ 2 รองจากคำสั่งคณะรัฐประหาร ต้องอธิบายอย่างนี้ 70 กว่าปีมานี้ สิ่งที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญในประเทศไทย คือกฎหมายที่มีความสำคัญ มีศักดิ์และสิทธิรองจากคำสั่งคณะรัฐประหาร ซึ่งคืออำนาจสูงสุด กฎหมายสูงสุด

พอใช้คำว่า กฎหมายสูงสุด คำสั่งคณะรัฐประหารคือกฎหมายสูงสุด มันก็ผิดอีก ตรงที่ว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารตามความหมายอารยประเทศก็ไม่ควรเรียกว่ากฎหมายด้วยซ้ำ แต่กฎหมายในความหมายรัฐธรรมนูญนิยม มันไม่ใช่คำสั่งแบบคณะรัฐประหาร หรือคำสั่งของคน เพราะฉะนั้นเราไม่มีรัฐธรรมนูญในความหมายเป็นกฎหมายสูงสุด และเมื่อใช้ๆกันมา ฉีกแล้วเขียนอีกๆ สุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นเครื่องมือประกันเสรีภาพของประชาชน กำหนดว่าอำนาจเป็นของประชาชน

แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่มาแสดงให้เห็นว่า ประเทศนี้ก็ขอเป็นสมาชิกสังคมประชาธิปไตยในโลกนี้กับเขาด้วย แต่ภายในประเทศแล้วได้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อใช้เพื่อแย่งหรือยึดเอาอำนาจไปจากประชาชน อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร  เพียงแต่ทำให้แนบเนียน ซึ่งหลังๆก็ไม่ได้เนียนแล้ว เพราะว่าใครก็อ่านเข้าใจ นี่คือเรื่องรัฐธรรมนูญว่า ทำไมประเทศไทยไม่มี ทั้งในความหมายที่เป็นกฎหมายสูงสุด และที่เป็นเครื่องมือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือประกันว่าอำนาจต้องเป็นของประชาชน

เราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยม จะอธิบายเป็นบางส่วน ในขณะที่ผมยกเรื่องสี พูดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยม เขาก็อธิบายเป็นคนละส่วนกัน ทั้ง 2 ส่วนนี้มันไปทำให้เกิดปัญหามากมายได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่แยกอธิบายโดยบิดเบือนหลักการรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งรัฐธรรมนูญนิยมที่อาจารย์อธิบายว่าเป็นแนวคิดที่ใช้กฎหมายในลายลักษณ์อักษร มาเป็นเครื่องมือในการกำหนดองค์กรบริหาร  องค์กรที่ปกครองบ้านเมืองนี้  ความจริงถ้าเราดูคำที่เขาประมวลไว้  รัฐธรรมนูญนิยมมันเป็นแนวคิด เป็นพฤติกรรม เป็นแบบแผน ที่ยึดถือว่า รัฐบาลซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด ใช้อำนาจสูงสุด ต้องใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย

เขาเสนออันนี้ขึ้นมาเพื่อแตกต่างจากระบบที่บุคคลมีอำนาจสูงสุด และบุคคลสามารถใช้อำนาจเหนือกฎหมาย หรือเป็นกฎหมายซักเอง เขาก็ได้มาบอกว่า รัฐธรรมนูญนิยมเป็นแนวความคิด เป็นพฤติกรรม แบบแผนที่ทุกคนในสังคมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และผู้มีอำนาจในการบริหารปกครองประเทศ มีอำนาจสูงสุด ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งกฎหมายนั้นต้องมาจากประชาชน เสร็จแล้วก็จะมีการพัฒนาต่อไป มีการถ่วงดุล มีอำนาจสูงสุดแล้วนั้น ซึ่งระบบการปกครองมันดีทั้งหมด ทั้งระบบประธานาธิบดี ทั้งระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่เขาก็มาคิดว่าต้องถ่วงดุลอำนาจ ต้องตรวจสอบได้ ประชาชนต้องมาถ่วงดุล แต่หลักใหญ่มันอยู่ที่อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ใครจะมาปกครองก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ผู้มีอำนาจสูงสุดก็ต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ความคิดนี้ถูกโยงเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม ต่อมาก็เป็นพี่เป็นน้องกันไป นั่นเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

แนวความคิดนี้ มาย้อนดูว่าหนังสือเขียนเมื่อปี 2535 บอกว่า เป็นแนวคิดที่จะใช้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์ให้เป็นเครื่องมือในการกำหนดรูปแบบการปกครอง และกำหนดกลไกอันเป็นโครงสร้าง หรือฐานในการจัดองค์กรบริหาร เสร็จแล้วเขาก็จะอธิบายว่า การเลือกตั้งก็จะมีหลักประกันที่ว่า จะทำให้ได้ผู้บริหารปกครองที่ดี แต่ถ้ามันนำไปสู่ความคิดต้องมีองค์กรมาตรวจสอบ หรือกำหนดที่มาก็เข้าใจได้ แต่ความคิดของเขาเลยไปกว่านั้น พออธิบายก็บอกว่าการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ แต่ความคิดของเขาเลยไปกว่านั้น พออธิบายการเลือกตั้งก็ไม่ใช่  ให้ประชาชนเลือกกันเอง เพราะฉะนั้นอธิบายเพื่ออะไร ความสำคัญของการเลือกตั้ง อธิบายการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อที่จะบอกว่า เช่นบอกว่า แม้แต่ในระบบประธานาธิบดี ตั้งศาลได้ ตั้งผู้พิพากษาได้ แต่ก็ยังต้องให้วุฒิสภาพิจารณา เพราะฉะนั้นในด้านเมืองไทยเราไม่ต้องยิ่งมีกว่า อธิบายไปตอนนั้นจนกระทั่งเกิดเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เน้นเรื่องบทบาทศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระต่างๆ

บังเอิญว่า ตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540  ยังมีแนวความคิดที่ให้ความสำคัญ ให้ความสำคัญกับประชาชน ให้ความสำคัญกับระบบพรรคการเมือง การเลือกตั้ง ไมได้เอาตามแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยมแบบผิดเพี้ยนมากเกินไป  มันจึงไม่ได้มีปัญหามาก  แต่มันมีจุดเริ่มต้นแล้ว เลือกตั้งมาก็ไว้ใจไม่ได้ เชื่อถือไม่ได้ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเชื่อถือไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องสร้างอำนาจ แต่ที่บิดเบือนไปก็คือ  พอไปยกตัวอย่างประเทศอื่นต้องมีการตรวจสอบ ทั้งผู้ตรวจสอบ และผู้ถูกตรวจสอบของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้น เชื่อมโยงกับประชาชน ถูกกำหนดโดยประชาชนทั้งสิ้น  แต่ของเรายังมีองค์กรบางส่วนเช่น องค์กรตุลาการไม่เชื่อมโยงประชาชน และยังสร้างองค์กรอื่นๆอีกขึ้นมา โดยอาศัยองค์กรตุลาการเป็นฐานสำคัญ

“...แต่ว่าจะไม่ใช่รัฐบาลที่ใช้อำนาจแทนประชาชนได้  เพราะว่าเมื่อต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เขากำหนดไว้ในกลไกต่างๆ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจจริง  ทำอะไรไม่ได้  รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีอำนาจมากกว่าเทศบาลประเทศไทยนิดเดียวเอง มีอำนาจทำถนนหนทาง จัดการศึกษาบ้างเล็กน้อย ดูแลวัฒนธรรมบ้างเล็กน้อย แต่อำนาจจริงๆ ไม่มี ทหารไม่ทำตามคำสั่ง ทำอะไรไม่ได้ ตำรวจไม่ทำตามคำสั่งทำอะไรไม่ได้…”

ทั้งหมดนั้นก็เลยกลายเป็นองค์กรต่างๆ กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่ไม่มีความเชื่อโยงจากประชาชน ไม่มาจากประชาชน และไม่ถูกตรวจสอบจากประชาชน  แต่ใช้อำนาจถ่วงดุลอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง  แต่จริงๆ ก็คือมาใช่อำนาจแทน มาเอาอำนาจไปจากประชาชน  แนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยมที่เสนอแนวความคิดในขณะนั้นยังปฏิเสธประชาชน  ถึงขั้นที่ว่าประชาชนไม่ควรจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการร่างรัฐธรรมนูญ  ผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญได้คือคนชนชั้นนำ ผู้ที่จะปกครองประเทศได้ คิดอะไรได้ในสังคมคือคนชนชั้นนำในสังคมเท่านั้น แนวความคิดแบบนี้มีในรัฐธรรมนูญปี 2540 ในระดับหนึ่ง โชคดีที่แก้รัฐธรรมนูญ แต่พอมาปี 2550 ไม่มีใครไปตามรอยเท่าไรนัก นอกจากอาจารย์บางท่าน เขียนบทวิวาทะโต้ในปี 2549 เขียนโต้  ใครสนใจลองไปอ่านดูวิวาทะที่เขาโต้กัน จะเห็นชัด

จริงๆ คือแนวความคิดนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยที่คนส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่รู้ มันจะไปโทษหนังสือนั้นทั้งหมดเลยก็คงจะไม่ได้  มันเป็นพัฒนาการของสังคมไทย เกิดจากการที่กลุ่มคนที่เป็นอภิสิทธิชนในสังคมไทย  เขาปฏิเสธประชาชน เขาไม่เชื่อถือประชาชนว่า จะตัดสินใจอะไรได้ เขากลัวการกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้นก็เลยมาคิดปลอมแปลงรัฐธรรมนูญให้กลายเป็นเครื่องมือ หรือการที่จะเอาอำนาจไปจากประชาชน ทำลายความหมายของการเลือกตั้ง จนกระทั่งการเลือกตั้งในประเทศไทยไม่มีความหมายที่ประชาชนจะมากำหนดว่า ใครจะมาเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป ใน 2 ปีมานี้เราก็เห็นได้ชัดว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือว่าประชาชนไม่ได้เป็นผู้กำหนด และการเลือกตั้งไม่ได้มีความหมายตามความของอารยประเทศ

ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือ ผมกำลังบอกว่า รัฐธรรมนูญนิยม แนวความคิด พฤติกรรม แบบแผน หรือว่าประชาชนต้องเป็นผู้กำหนด ผู้ใช้อำนาจรัฐบาลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน มันไม่มี สิ่งที่มันจะเกิดตามมานี้ เมื่อเราไม่มีทั้ง 2 อย่าง พอพูดถึงรัฐธรรมนูญ ก็จะมีผู้ที่สนใจประชาธิปไตย จำนวนไม่น้อยก็มักจะบอกว่า ให้ความสนใจไปก็เท่านั้น ได้รัฐธรรมนูญมาก็ฉีกอีก เพราะฉะนั้นก็ล้มรัฐบาลดีกว่า เอาอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนเสีย

ผมไม่ได้ต่อต้าน ไม่ได้บอกว่า เราต้องไปล้มรัฐบาลนะ  ต้องรักษารัฐบาลปัจจุบันนี้ไว้ ไม่ใช่   รัฐบาลในปัจจุบันนี้ก็มีที่มาไม่ชอบธรรม พูดไว้ชัดเจนว่าเป็นผลิตผลของการที่ไม่ได้ยึดหลักรัฐธรรมนูญนิยม ผลิตผลของการใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย  แต่พอบอกว่าล้มรัฐบาล จะได้รัฐบาลใหม่ อำนาจรัฐจะได้เป็นของประชาชน ถามว่าจริงหรือเปล่า  มันไม่จริง ตรงที่ว่า ถ้าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้รัฐบาลใหม่มา ไม่ว่ารัฐบาลแบบไหน  ก็ไม่ใช่เป็นรัฐบาลของประชาชน หรือไม่ใช่รัฐบาลที่จะมาใช้อำนาจแทนประชาชนได้จริงจัง

ประชาชนเลือกมา  เอาละ อาจจะบอกว่า เป็นรัฐบาลของประชาชน แต่ว่าจะไม่ใช่รัฐบาลที่ใช้อำนาจแทนประชาชนได้  เพราะว่าเมื่อต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เขากำหนดไว้ในกลไกต่างๆ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจจริง  ทำอะไรไม่ได้  รัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีอำนาจมากกว่าเทศบาลประเทศไทยนิดเดียวเอง มีอำนาจทำถนนหนทาง จัดการศึกษาบ้างเล็กน้อย ดูแลวัฒนธรรมบ้างเล็กน้อย แต่อำนาจจริงๆ ไม่มี  ทหารไม่ทำตามคำสั่ง ทำอะไรไม่ได้ ตำรวจไม่ทำตามคำสั่งทำอะไรไม่ได้ แถมยังมีกลไกอะไรอีกเยอะแยะไปหมด  ตัดทอนอำนาจรัฐบาล และพร้อมจะล้มรัฐบาลไปเมื่อไรก็ได้

สุดท้ายมันก็มาอยู่ที่ว่า เราก็ต้องให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ทำไมให้เราให้ความสำคัญ   ต่างประเทศไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่เขามีรัฐธรรมนูญนิยมได้ เป็นประชาธิปไตยได้ แต่ของเมืองไทยไม่มีรัฐธรรมนูญเลยไม่ได้ เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญเลยจะปกครองอย่างไร  คือเอามารวมกัน จอมพลสฤษณ์ จอมพลถนอม ก็คืออำนาจอยู่ที่บุคคลชัดเจน ไม่มีรัฐธรรมนูญก็จะเจออย่างนั้น แต่พอมีรัฐธรรมนูญก็จะเจอปัญหาอีกอย่างหนึ่งกลายเป็นเครื่องมือ  เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีอะไรบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และทำตามประเพณีของประเทศไทย คือหมายความว่า ก็จะใช้ประเพณีการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง เพราะส่วนใหญ่มันเป็นอย่างนั้น  ประเพณีปฏิบัติของเราของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นจะต้องมีรัฐธรรมนูญขึ้นมา  ก็พูดกันต่อไปว่าก็ฉีกได้อีก สุดท้ายก็ไม่ต้องไปให้ความสนใจ

ผมก็เสนอว่า เราต้องมีรัฐธรรมนูญที่ดี ต้องเป็นประชาธิปไตย แสดงว่าต้องก้าวให้ไปไกลกว่านั้น คือต้องก้าวไปให้ไกลถึงขั้นว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว สังคมไทย ประชาชนไทย ก็ไม่ยอมให้ใครมาฉีกรัฐธรรมนูญได้อีก อันนั้นคือความหมายของรัฐธรรมนูญนิยม ก็คือว่า ต้องไม่ยอมให้ใครมาอยู่เหนือกฎหมาย ไม่กินเนื้อในส่วนที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญที่ทำให้กลายเป็นกฎหมายอันดับ 2 รองจากคำสั่งคณะรัฐประหาร ต้องทำให้ใครไม่กล้าแล้ว ไม่มีใครมาฉีกอีก ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

นั่นก็คือ ต้องปลูกฝังแนวความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมที่ถูกต้องในสังคมไทยให้เกิดขึ้น ต้องสู้กันทางความคิดเพื่อให้คนเข้าใจว่า ไม่ได้  ปล่อยอย่างนี้ไม่ได้  จะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดรัฐประหาร จะเกิดการคอรัปชั่น จะเกิดอะไรก็แล้วแต่ในประเทศไทย  อ้างเรื่องเหล่านั้นแล้วทำรัฐประหาร สุดท้ายก็จะพบว่า มีคนพิสูจน์หลายครั้งหลายหนแล้วว่า เลวร้ายกว่าเดิม เพราะฉะนั้นก็ต้องยืนยันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รัฐประหารไม่ได้ ต้องยึดหรือปฏิบัติตามแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยม เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง  เพื่อให้ใครก็ตามที่จะมาบริหารปกครองประเทศอยู่ภายใต้กฎหมายที่ประชาชนเป็นคนกำหนด และทำหน้าที่ไปโดยประชาชนสามารถตรวจสอบ ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ไปจำแนวความคิดรัฐธรรมนูญนิยมที่ถูกบิดเบือน จนคนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจคำนี้  รังเกียจคำๆนี้กันไปแล้ว ในคำที่เขาอธิบาย เขาได้กันประชาชนออก จนให้ลืมการกำหนดบ้านเมือง

 

0000

จอม เพชรประดับ

ผู้ดำเนินรายการ

ขณะนี้เราหลายเรื่องที่เป็นวิกฤตทั้งนั้น ฉะนั้นเราบอกว่าต้องมองในแง่ดีไว้จะได้มีความหวัง แต่ว่าอย่างที่คุณจาตุรนต์บอกว่าการมองแง่ดีในสังคมไทย ก็ต้องพยายามมองในมุมบวกของสังคมไทย ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนในประเทศ ในการมองให้มันเป็นมุมดีหรือมุมบวกจะได้เป็นกำลังใจหรือความหวัง จะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น แต่ต้องพยายามมองให้มันเป็นเชิงบวกเอาไว้ และรอดุกันว่าจะผ่านไปด้วยความราบรื่นหรือราบคาบอย่างที่คุณจาตุรนต์ พูด คงเปิดฟอร์ให้ทุกท่านที่จะถามหรือแสดงความคิดเห็น แต่ว่าให้แสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผล

0000

 

ตอบคำถาม - ความเห็นจากผู้เข้าร่วมเสวนา

 

“ฉะนั้นการต่อสู้ตรงนี้เหลืออย่างเดียวคือต้องคิดสติ เพราะวันนี้ต้องเอาสติปัญญากำกับเท่านั้น ที่เป็นทางออกของประเทศไทย ไม่เช่นนั้นข้อถกเถียงของเรา 3 คน  สุดท้ายจบเรื่องเดียวกัน อนาคตคือสงครามในบ้าน...” สุรชาติ บำรุงสุข

สุดท้ายก็มีความขัดแย้ง รุนแรง สังคมเป็นอนาธิปไตย และเสียหายมาก ถึงเวลานั้นก็กลับมาพูดว่าเราจะอยู่กันโดยกติกาอย่างไร สุดท้ายหนีไม่พ้นว่าบ้านเมืองต้องมีหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม  มีหลักว่าคนส่วนใหญ่ต้องมีอำนาจในการปกครองประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจ แต่เพียงว่ากว่าจะก้าวไปถึงจุดนั้นต้องผ่านความรุนแรงและเสียหายเท่านั้นเอง...” จาตุรนต์ ฉายแสง

ความจริงไม่ว่าสถาบันไหน ถ้าเป็นองค์กรของรัฐ ก็ต้องพร้อมที่จะรับการแสดงความเห็นในทางติชมได้ ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกซอกทุกมุมของแต่ละองค์กรมีสปอร์ตไลท์ส่องเข้าไป  แต่ไม่ว่าอย่างไร การวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความเห็นติชมก็ดี ต้องอยู่บนพื้นฐานความจริงและเหตุผล ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมยืนยันว่าเราควรพูดถึงสถาบันของรัฐทุกองค์กรได้ด้วยเหตุด้วยผล ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์...” ธีระ สุธีวรางกูร

 

 

วิภา ดาวมณี

อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อย่างที่วิทยากรทุกท่านกล่าวไปว่า วันนี้มีความสำคัญมาก และมีความหวังอย่างยิ่ง คือนอกจากจะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้วยังเป็นวันธรรมศาสตร์ด้วย  เพราะว่าการเมืองภายในของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีคนหลายคนพูดว่าการเมืองธรรมศาสตร์สะท้อนการเมืองของสังคมไทยด้วย ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยง เป็นผู้ประศาสน์ เรื่องรัฐธรรมนูญที่เราพูดถึง วันนี้เราพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญนิยม แต่เราพูดถึงเรื่องการฉีกรัฐธรรมนูญมากกว่า ทุกท่านบนเวทีแทบจะฟันธงเยว่า เราต้องเผชิญกับการฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้งอย่างแน่นอน

ฉะนั้นอยากจะประชาสัมพันธ์นิดหนึ่งว่าอาจารย์ปรีดี ท่านได้เคยพูดเรื่องนี้ไว้แล้ว และท่านได้วิเคราะห์สังคมไทยในลักษณะของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์และมองชนชั้นต่างๆในสังคม และท่านสรุปมาว่าเราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร ซึ่งมันชัดเจนมากว่าสถาบันที่เราคิดว่าเป็นสถาบันที่แตะต้องไม่ได้ มีบทบาทอย่างไรในหนังสือฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับบรรยากาศในธรรมศาสตร์ อยากจะพูดไว้ 2-3 ประเด็น ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ในสภาอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เชิญดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาพูดอภิปรายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอธิการบดีในมหาวิทยาลัย ดร.เอนกให้การสนับสนุนอธิการบดีแบบคัดสรร ไม่ใช่แบบเลือกตั้งฟรีโหวต อย่างที่ดร.เอนกกล่าวว่าการเลือกตั้งอธิการบดีแบบคัดสรรค์ ดร.เอนกอ้างว่าอาจารย์ปรีดี ก็ไม่เคยถูกเลือกตั้งมา แต่ปรากฏว่าเนื้อที่ของคนที่ไปคัดสรรอธิการบดี เกิดการเบียดเนื้อที่ของสภาอาจารย์ คือลดพื้นที่สภาอาจารย์ แต่ให้พื้นที่สภามหาวิทยาลัยมากขึ้น นั่นหมายถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งตัวประธานสภามหาวิทยาคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และกรรมการส่วนใหญ่มาจากพรรคการเมือง ซึ่งคือพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะสะท้อนภาพในธรรมศาสตร์มีลักษณะเช่นไร สังคมไทยก็มีลักษณะเช่นนั้น ซึ่งผลงานของประธานสภามหาวิทยาลัย ที่ท่านได้ชื่นชมอย่างยิ่งคือสามารถย้ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ไปอยู่ที่รังสิต สรุปประเด็นที่สำคัญที่สุดคือคนไทย สังคมไทย นักการเมือง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย

นอกจากไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยแล้ว เราก็ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ในยุคของรัฐบาลทักษิณ สิ่งที่ทักษิณมองข้ามไปคือการชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ มีการเรียกร้องอย่างมากมาย แต่ไม่ได้มีการชำระประวัติศาสตร์ อำนาจของกลุ่มอนุรักษ์นิยมยังเฟื่องฟูและดำเนินการมาถึงปัจจุบัน ถ้าเรายังคงอำนาจไว้ ประชาธิปไตยไม่มี รัฐธรรมนูญไม่มีแน่นอน

 

จอม เพชรประดับ

มีการเสนอว่าทำไมเราไม่กล้าที่จะพูดเรื่องอำนาจเบื้องหลังรัฐธรรมนูญ ทำไมเราไม่กล้าพูดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ  เพราะว่าบทบาทของสถาบันนี้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยเหมือกัน  ทำไมจึงไม่สามารถเกาให้ถูกที่คันได้ มีการเสนอให้ตั้งศาลประชาชนเพื่อที่จะชำระเรื่องการทำรัฐประหาร  เรื่องการที่จะให้นักวิชาการนั้นไม่เอียงซ้ายเอียงขวาเพื่อให้ความรู้กับเยาวชน นอกจากนี้ยังได้พูดสื่อในการให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดเห็นและเจตนาที่บริสุทธิ์ในเรื่องของบ้านเมือง ฉะนั้นคงจะเริ่มจากอาจารย์ธีระในคำถามเหล่านี้

 

อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

เรื่องที่สำคัญคือเรื่องการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย  ความจริงไม่ว่าสถาบันไหน ถ้าเป็นองค์กรของรัฐ ก็ต้องพร้อมที่จะรับการแสดงความเห็นในทางติชมได้ ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกซอกทุกมุมของแต่ละองค์กรมีสปอร์ตไลท์ส่องเข้าไป  แต่ไม่ว่าอย่างไร การวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความเห็นติชมก็ดี ต้องอยู่บนพื้นฐานความจริงและเหตุผล ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมยืนยันว่าเราควรพูดถึงสถาบันของรัฐทุกองค์กรได้ด้วยเหตุด้วยผล ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์

ตรงนี้ในคราวการบรรยายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามเอาข้อเท็จจริงบางเรื่องมาพูดเพื่อให้สอดรับกับตัวเนื้อหาที่สอน มีนักศึกษาของคนถามว่าการที่เอาข้อเท็จจริงอย่างนี้มาพูดมีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่ ผมก็ตอบไปว่าผมไม่ได้มีความมุ่งหมายทางการเมือง เพราะถ้าท่านพิจารณาจากสิ่งที่ผมพูด หลักการที่ผมเสนอ เนื้อหาเรื่องราวที่สอน และแม้กระทั่งข้อเท็จจริงซึ่งนำมาปรับ มันก็อยู่ในนั้นทั้งหมด จึงต้องพูดต่อไปว่าจริงๆแล้ว เราควรจะพูดถึงทุกสถาบันได้อย่างเปิดเผยด้วยเหตุด้วยผลด้วยความสุจริตใจ ไม่มีหรอกครับ ที่ความก้าวหน้าจะเกิดจากการไม่ตั้งข้อสงสัย  ความก้าวหน้าในทุกเรื่องมันเกิดจากการตั้งข้อสงสัย แล้วเอามาพิสูจน์กันว่าข้อสงสัยมันจริงหรือไม่จริง ถ้ามันจริงในทางบวกก็เป็นคุณ ถ้ามันจริงในทางลบก็หาทางปรับปรุง แก้ไข

ฉะนั้นผมตอบคำถามตรงนี้ จริงๆเรื่องนี้มันจำเป็นต้องพูด ผมใช้คำว่าควรต้องพูดนะ จำเป็นที่จะต้องพูด แต่ต้องพูดบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริง แต่เหตุผลที่คนไม่พูดกัน อาจจะด้วยเหตุผลคตินิยมของสังคมไทย อาจจะเป็นด้วยเหตุของตัวบทกฎหมาย ซึ่งอาจจะทำให้หลายท่านที่แสดงความเห็นไปแล้ว จะมีปัญหาในทางตัวบทกฎหมายหรือไม่ ผมยังยืนยันตรงนี้ว่าไม่ว่าอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังเป็นสถาบันในทางการเมืองสถาบันหนึ่ง ซึ่งสมควรที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์หรือแม้กระทั่งแสดงความเห็นติชมโดยสุจริตอย่างเปิดเผยได้ บนพื้นฐานของเหตุของผล ของข้อเท็จจริง โดยที่ไม่จำเป็นที่ต้องไปกลัวว่าเรื่องนี้ถ้าวิจารณ์ไปแล้ว หรือแสดงความคิดเห็นไปแล้ว จะเป็นเรื่องที่คนอื่นมาตราหน้าว่าเราเป็นคนไทยรึเปล่า ถ้าไม่อย่างนั้นทุกองค์กรในสังคมไทย มันจะมีบางองค์กรซึ่งพ้นจากการตรวจสอบและถ้าเมื่อไหร่ที่องค์กรนั้นพ้นจากการตรวจสอบ ก็อย่าหวังว่าแนวความคิดแบบรัฐธรรมนูญนิยม จะมาปรากฏในรัฐธรรมนูญไทย

 

จาตุรนต์ ฉายแสง

ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ได้เขียนหนังสือไว้แล้ว และได้ยืนยันความคิดว่าระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ดีที่สุดให้หลักประกันที่ดีที่สุดให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าหากว่าสังคมไทยต้องเผชิญความขัดแย้งแตกแยก และในอนาคตมีผู้ที่อาจจะแสวงอำนาจ กระหายอำนาจ ต้องการที่จะให้อำนาจอยู่ในมือมากๆ ไม่ยอมปล่อยให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ความพยายามแบบนั้น การต้องการการปกครองแบบนั้น กลับจะเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือระบอบประชาธิปไตย อีกประเด็นหนึ่งอยากให้ความเห็นว่าวิทยากรได้เน้นเรื่องกฎหมาย เหมือนกับว่าไม่เน้นเรื่องหลักการ แนวความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย ความจริงที่พูดกันไป รวมทั้งที่ผมพูด จำเป็นต้องพูดเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย แต่ว่าประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญนิยมความจริงมันคือแนวความคิด แบบแผนพฤติกรรม ที่เชื่อในประชาธิปไตยนั่นเอง  จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าเน้นแค่ตัวหนังสือ ไม่ใช่เพียงแต่ว่ามีกฎหมายอันหนึ่งแล้วก็พอใจ เหมือนอย่างที่มีคนมักจะวิจารณ์ว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่สู้เพื่อรัฐธรรมนูญ ได้รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นต้องสู้เพื่อประชาธิปไตยก่อน ไปแยก 2 เรื่องออกจากกัน

ในขณะที่เราอยู่ภายใต้การปกครองที่มีรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง  มันทำให้มันกดประชาชนไว้ ประชาชนจะไปแสดงความคิดเห็น  ไปเลือกตั้งก็แล้ว ก็ไม่ได้อำนาจ ประชาชนจะไปมีส่วนร่วมอะไร ก็องค์กรต่างๆ ซึ่งเขาได้อำนาจมาโดยรัฐธรรมนูญ เขาก็ไปตัดสิทธิ์ประชาชน ไปหักล้างอำนาจประชาชนหมด จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการไปทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

แต่วันนี้ที่เสนออยู่คือมีเรื่องใหญ่กว่านั้น และอาจเป็นคำตอบมากกว่าการไปพยายามแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐธรรมนูญ  เวลานี้ที่มันซ้อนกันที่ยาก 2 ชั้นคือว่า เราไม่สามารถปล่อยให้รัฐธรรมนูญเป็นแบบเผด็จการนี้ได้ ก็ต้องให้ได้รัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกันจะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย และอยู่กันอย่างสันติวิธีและเป็นอารยประเทศ ก็คือต้องปลูกฝังเผยแพร่ความคิดหลักการของประชาธิปไตย เช่นรัฐธรรมนูญนิยมที่ถูกบิดเบือนมากจนคนรังเกียจไปแล้ว

แต่ความจริงเป็นความคิดง่ายๆ เป็นหลักการโดยผ่านหลักการสำคัญของประชาธิปไตย ก็คือว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจเหนือประชาชน เหนือกฎหมาย หลักนี้เรามาคิดกันดีๆ ไปอธิบายเพิ่มเติมดีๆ และประยุกต์ให้เข้ากับสังคม มันจะเป็นคำตอบได้ และไม่ใช่จะรวมคนมาเยอะๆให้มาล้มรัฐบาล  ให้มาสู้ๆกันไปโดยไม่มีทิศทาง ไม่มีทางออก ไม่ได้ โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่พูดเรื่องหลักการประชาธิปไตย ไม่พูดว่าทำอย่างไรจะได้รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลของประชาชนอย่างยั่งยืน

หมายความว่า  ไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาหักล้างอำนาจของประชาชน อันนี้ปัญหาสังคมไทยอยู่ตรงนี้ และถ้าแก้ปัญหาไม่ตก สุดท้ายก็มีความขัดแย้ง รุนแรง สังคมเป็นอนาธิปไตย และเสียหายมาก ถึงเวลานั้นก็กลับมาพูดว่าเราจะอยู่กันโดยกติกาอย่างไร สุดท้ายหนีไม่พ้นว่าบ้านเมืองต้องมีหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม  มีหลักว่าคนส่วนใหญ่ต้องมีอำนาจในการปกครองประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจ แต่เพียงว่ากว่าจะก้าวไปถึงจุดนั้นต้องผ่านความรุนแรงและเสียหายเท่านั้นเอง

ผมคิดว่าหลายเรื่องที่หลายท่านแสดงความเห็นนั้น มันไม่ใช่ไปคนละทิศทางเสียทีเดียว เพียงแต่ว่ามันต้องการการถกเถียงกันเพื่อให้ก้าวไปสู่ทางออกที่เป็นรูปธรรมชัดๆ แล้วก็ที่จะต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจเห็นด้วยสนับสนุน

จอม เพชรประดับ

อาจารย์สุรชาติ คิดอย่างไรที่จะไม่ให้คนๆหนึ่ง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมาหักล้างอำนาจประชาชน อาจารย์มองอย่างไรกับการทำหน้าที่ของอาจารย์และนักวิชาการในปัจจุบัน อาจารย์กลัวที่จะพูดถึงเรื่องบทบาทสถาบันในการเมือง

 

อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข

ที่ผมพูดว่าตุลาเพี้ยน เสนาพลาด คุณจอมต่ออำมาตย์พลั้ง มีคนเสนอขอเปลี่ยนญัตติ บอกเป็น ตุลาเพี้ยน เสนาอุบาทว์ ประชาพินาศ ชาติบรรลัย ตอบคุณจอมอย่างนี้ ตั้งคำถาม นั่งดูการเมืองไทยมาหลายปี เคยมีส่วนในฐานะนักศึกษาที่เข้าร่วมตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 , 6 ตุลาคม 2519 , พฤษภา 2535 มาเป็นอาจารย์ ยึดอำนาจกันยายน 2549 เห็นอะไรมากขึ้น หลังจากนั้นเห็นประเด็นคำถาม เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมเริ่มรู้สึกจริงๆ ระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจริงๆ ของไทยกำลังเกิดขึ้น ตอนอยู่ 14 ตุลาคม 2516  ผมอยู่ปี 1 แต่ถูกมาช่วยธรรมศาสตร์  6 ตุลาคม 2519 ผมอยู่จุฬาฯ ก็มาอยู่ที่ธรรมศาสตร์ จนกระทั่งเขาเอาตัวไปไว้ที่อื่น ไม่ค่อยรู้สึกมากเท่ากับวันนี้ ความรู้สึกที่เห็นระยะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนาดใหญ่ กำลังเปิดสู่หน้าใหม่ของประเทศไทย ผมรู้สึกมันเริ่มจริง ๆ

ตอบอีกมุมหนึ่งคือ เดี๋ยวนี้กลับบ้านเร็ว ดูโทรทัศน์ทางช่องไทยทีบีเอส  เรื่องเจ้าหญิงอัตสึ เผอิญตอนที่เป็นนักเรียนที่สหรัฐดูอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง แต่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญวันที่โลกาภิวัตน์ ความหมายคือสหรัฐบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดบ้านและรับอิทธิพลตะวันตก เข้ามาพร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบคิดสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมืองสมัยใหม่ นั่งมองเจ้าหญิงอัตสึ ถ้าถามผมว่าเห็นอะไรของชนชั้นนำญี่ปุ่นในกระบวนการเปลี่ยนแปลง เห็นการต่อสู้ทางความคิด ที่ชัดระหว่างปีกอนุรักษ์กับปีกก้าวหน้า ตอนเราเรียนบอกว่าโชกุนอนุรักษ์ ซึ่งอนุรักษ์จริง แต่ต้องการเปิดประเทศ แต่ปีกจักรพรรดิ เป็นปีกก้าวหน้า แต่ไม่ต้องการคบค้ากับฝรั่ง นั่งดูอย่างนี้

ผมเรียนว่าในระยะที่บ้านเมืองเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านใหญ่นั้น การต่อสู้ทางความคิดเป็นประเด็นที่แหลมคม แล้วเป็นประเด็นที่ต้องการการคิดที่ละเอียดอ่อน ทุกคนนั่งมองการเมืองไทยวันนี้ ถ้าพูดกันในมุมที่นั่งคุยกันอย่างสบายๆ  ปากฟันธงว่าแรงแน่ๆ ไม่เห็นปัจจัยบวกของความที่จะลดความรุนแรงในการเมืองไทยเลย ใครที่ทำเศรษฐกิจต้องปวดหัว เพราะปัจจัยบวกเรื่องความรุนแรงมันกลายเป็นตัวถ่วงของเศรษฐกิจไทยโดยปริยาย

อย่างที่ผมเรียนว่า เห็นตัวแบบของญี่ปุ่นระยะเปลี่ยนผ่าน การต่อสู้ทางความคิดแหลมคมมาก เปิดไม่เปิดที่จะรับโลกสมัยใหม่ แต่คำถามของจริงคือเปิดไม่เปิดที่จะรับระเบียบการปกครองสมัยใหม่ ผมนึกถึงชนชั้นนำไทย  กลุ่มที่มีอำนาจในสังคมไทย ผมคิดว่าชนชั้นนำไทยที่มีอำนาจในอดีตเก่ง สยามอาจจะโชคดีที่ได้ชนชั้นที่กล้าคิด และกล้าตัดสินใจที่จะนำพาสยามไปสู่การเปลี่ยนแปลง ลองนึกดูนะ ขนาดซูสีไทเฮาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหมือนอย่างที่เราดูเจ้าหญิงอัตสึ ก็คือ แรงกดดันของตะวันตก ทั้งนี้ตะวันตกไม่มีทางเอาจีนเป็นอาณานิคมในทางภูมิศาสตร์

ฉะนั้นสิ่งที่ตะวันตกอยากได้คือความมั่งคั่งและตลาดในจีน ไม่อย่างนั้นซูสีไทเฮามีแนวคิดต่อต้านตะวันตก คือจับคนมาตั้งกลุ่ม แล้วจัดตั้งเป็นพวกนักมวย และเชื่อว่าผ้าแดงที่ผูกแขนสู้กับตะวันตกได้ด้วยการใช้ดาบ คำคอบคือดาบจีนสู้ไรเฟิ่ลของฝรั่งไม่ได้ เราเห็นตัวแบบอย่างนั้นในวันที่กษัตริย์ของหงสาวดี คิดว่าเมื่อตะวันตกลุไปถึงฐานที่มั่นสุดท้ายของราชวงศ์  พระสุพรรณรัตน์ตัดสินใจสู้โดยเชื่อว่ากองทัพที่เคยรบกับสยามในอดีต ต้านทานกองทัพของโลกตะวันตกสมัยใหม่ได้ เราเห็นตัวจีน ตัวแบบหงสาวดี ใกล้เคียงกัน แต่เห็นตัวแบบของญี่ปุ่น ต้องให้เครดิตเจ้าหญิงอัตสึที่กล้าคิดและกล้านำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง

หันกลับมาดูในบ้านเราชนชั้นนำสยามไม่ต่างกัน กล้าคิดที่จะเปลี่ยน เช่น ผู้นำสยามตัดสินเปลี่ยนประเทศ และเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ  คำถามผมเหลืออยู่อย่างเดียว ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงมาเร็วและแรง ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงล้วนแต่ท้าทายสังคมไทย ที่ต้องการรักษาสถานภาพแบบเดิมไว้ ในเกือบทุกอย่างและทุกเรื่อง

คำถามคือในโลกที่เปลี่ยนแปลง ชนชั้นนำ ประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ฉะนั้นวันนี้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่แน่ๆ คำถามเหลืออย่างเดียวบทเรียนในอดีตของสยามเป็นคำตอบให้คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันหรือไม่  ถ้าไม่คิดมาก มันอยู่ในหนังสือก็คือจบไปแล้ว แต่ถ้าย้อนดูคำตอบเหลืออันเดียวในกระบวนการระยะเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่การต่อสู้ทางความคิดอย่างนี้ ล้วนแต่บ่ม แล้วถ้าพลาด มันคือความเสียหายขนาดใหญ่ของบ้านเมือง

ฉะนั้นการต่อสู้ตรงนี้เหลืออย่างเดียวคือต้องคิดสติ เพราะวันนี้ต้องเอาสติปัญญากำกับเท่านั้น ที่เป็นทางออกของประเทศไทย ไม่เช่นนั้นข้อถกเถียงของเรา 3 คนสุดท้ายจบเรื่องเดียวกัน อนาคตคือสงครามในบ้าน

 

จอม เพชรประดับ

ส่วนประเด็นเรื่องสื่อผมอาจจะขอทิ้งไว้นิดเดียวว่าเราไม่สามารถที่จะไปในสถานการณ์ปัจจุบันการไปจำกัดควบคุม เพราะเราก็รู้ว่าสื่ออยู่ในฝ่ายของผู้มีอำนาจในชนชั้นปกครอง และผู้โยงกับเรื่องอะไรต่างๆ มากมาย แต่ผมเชื่อว่ากระแสความเปลี่ยนแปลง กระแสการฟื้นตัวของประชาชนจะเป็นพลังสำคัญ จะบีบรัดและทำให้สื่อต้องปรับตัว และเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องการเปิดพื้นที่ในเชิงของความเห็นที่แตกต่าง เริ่มเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

 

 

0000

 

ที่มา : สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย www.ids-th.org

ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2009 เวลา 11:45 น.
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

สมาชิก

ความคิดเห็นของบทความ

เว็บเพื่อนบ้าน

ทำเนียบรัฐบาล
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
สภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา
OnOpen
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
สถาบันอิศรา
ประชาไท
เครือข่ายกฎหมายมหาชน

ผู้เข้าชมออนไลน์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้58
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้330
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1293
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว2082
mod_vvisit_counterเดือนนี้2407
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว7711
mod_vvisit_counterรวม71836

Online (20 minutes ago): 9
Your IP: 38.107.191.90
,
Today: ก.ย. 09, 2010