วิพากษ์ความบิดเบือนทางวิชาการของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย webmaster   
วันพุธที่ 27 มกราคม 2010 เวลา 07:32 น.

   

" วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์ (Conservative Judicial Activism) หรือ ตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร 2549 นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ..."   พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

อ่านรายงานประกอบ "สุรพล" แขวะฝ่ายต้านรัฐประหารต้องไม่รับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

  

วิพากษ์ความบิดเบือนทางวิชาการของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมอ่านคำสัมมนา ของ สุรพล นิติไกรพจน์ พอจะประมวลความได้สั้นๆ ว่า "โคตรมักง่ายเลย" มันเป็นการตลบตะแลงที่น่าเหลือเชื่อ : (โปรดดู: การสัมมนาของสุรพลที่ถูกวิพากษ์นี้ได้ที่ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย" วันที่ 25 ม.ค. ท้ายบทความ)

ผมจะ "อธิบายความมักง่าย+ยอดห่วย ทางวิชาการ" ของ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ (บางคน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามลำดับ ดังนี้

 

1.สุรพล ว่า "พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อ้างว่าดีที่สดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฎิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2532 หรือ"

สุรพล ควรยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญปี40 ถูกเปลี่ยนโดยกระบวนการยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม (โดยแก้ไขเพิ่มหมวด 12 ว่าด้วย "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่")[Pouvoir constituant dérivé‎] ซึ่งเรื่องนี้ มีนัยยะสำคัญมากในช่วงนั้น ในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรม มิใช่ "เลิกรัฐธรรมนูญ" โดยวิธีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีการเลิกรัฐธรรมนูญโดยละเมิดหลักนิติรัฐ ต่างกันชัดแจ้งกับ "การฉีกรัฐธรรมนูญปี 40" และสถาปนารัฐธรรมนูญปี50โดยมีคณะรัฐประหารจัดทำให้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ถ้าสุรพล ซื่อสัตย์มากกว่านี้ คงไม่แสดงความน่าบัดซบ "เทียบ"ระหว่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับนี้ และไม่ได้ทำให้ "การรัฐประหาร" มีความ "ชอบธรรม" ขึ้นมาแต่อย่างใด

 

2.สุรพล ย้ำประเด็นนี้ต่อว่า "ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ"

สุรพล ควรพูดให้ชัดอีกด้วยนะครับว่า

รัฐธรรมนูญปี50 ที่ถูกสถาปนาโดยพระมหากษัตริย์นั้น ความเด็ดขาดของ "กระบวนการสถาปนารัฐธรรมนูญ" ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอน การประชามติ เพราะ การ "ลงประชามติ" มิได้ก่อให้เกิดผล คือ "ความเป็นรัฐธรรมนูญ" แต่ประการใด สุรพล ไม่ควรบิดเบือนว่า ในทางรูปแบบ(ยังไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ถึงความไม่ชอบธรรมของการจัดประชามติ ก็ได้) รัฐธรรมนูญ 50 ก็ไม่ได้ถูกสถาปนาโดยประชาชน เพราะตามมาตรา 32 ซึ่งเป็น "กระบวนการสุดท้าย" ของการ "สถาปนาความเป็นรัฐธรรมนูญ" ต้องผ่าน "พระมหากษัตริย์" ในการประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น สุรพล ควรกล่าวด้วยว่า ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของไทย ทุกๆ ฉบับ เป็นของ "พระมหากษัตริย์"ทั้งสิ้น ไม่เคย "เป็นของประชาชน" เลย และหากพิจารณา ถึง Due Process ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ (ซึ่ง สุรพล ย่อมทราบดี) ดังนั้น โดยเหตุที่ การรัฐประหารละเมิด Due Process มาแต่ต้น การจัดทำประชามติ ครั้งนี้ย่อมโมฆะ

และสุรพล ย่อมทราบดีว่า โดยหลักการสำคัญของการแสดงเจตจำนงมหาชน นั้น ประการหนึ่ง คือ "ห้ามมิให้มีการควบคุมทิศทางการลงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในรูปใด" [Entscheidungen des Bundesverfassungsgerichtes 7, 63 (69) ; 66, 369 (380)] จะเห็นได้ว่า ในทางเนื้อหา ของการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ50 เต็มไปด้วยการรณรงค์การ "รับร่าง"อย่างแข็งขัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญและ โดยอาศัยงบประมาณแผ่นดินให้ชักจูงประชาชน ให้ลงคะแนนเสียงในทิศทางเดียว(คือ ให้รับ) ซึ่งในการกระทำทางโฆษณาหรือทางทรัพยากร ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่า ฝ่าย คมช. ในนามสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีความได้เปรียบในการรณรงค์ดังกล่าว (หรือกรณีนี้ สุรพล เห็นว่า การโฆษณา ไม่เป็นการ "จูงใจ"?) ที่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดสรรงบประมาณโฆษณาเต็มที่

และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 49 มาตรา 32 วรรคแรก บัญญัติให้กรณีประชาชนไม่รับร่างฯ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เลือกรัฐธรรมนูญในอดีตมา 1 ฉบับ และแก้ไขปรับปรุงแล้วทูลเกล้าฯประกาศใช้ได้ ในภาวะการ "ไม่แน่นอน" ใน "ตัวเลือก"(กรณีไม่รับร่าง) ย่อมเป็นการกดดันโดยอาศัย "วิธีการสถาปนาฯ ใน รธน. ปี 49" ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา108a ถือว่า การฉวยโอกาสจากการที่ผู้ออกเสียงตั้งอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาอาศัย "บุคคลหนึ่งๆ"อยู่ ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงนั้นต้องลงคะแนนเสียงตามความต้องการของผู้ฉวยโอกาสนั้น การกระทำดังกล่าว ตามมาตรา 108a เป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครบองค์ประกอบความผิดฐานนี้ และโปรดดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมันประกอบในแง่ความเป็นโมฆะของการลงคะแนนเสียงถ้าถึงขนาดทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจต้านทานความกดดัน และไม่อาจตัดสินใจเลือกได้โดยเสรีอิสระ ย่อมขัดหลักความทั่วไป ของความเสมอภาค ย่อมเป็นโมฆะ [คำวินิจฉัย BVerfGE 66, 369 (380,384)] และผมในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาชน เห็นว่า ถ้าเทียบเคียงหลักกฎหมายเยอรมันดังกล่าว น่าจะพอชี้วัด "น้ำหนักความชอบด้วยประชาธิปไตย" ได้พอสมควร

ถ้าสุรพล มีความกล้าหาญในทางวิชาการที่เพียงพอ(ไม่ใช่ พอเพียง) ก็ควรจะชี้ได้ว่า การประชามติรับร่าง รธน. ปี 50 เป็นการ ละเมิดต่อสารัตถะของการ "วัด" เจตจำนง ในทางเนื้อหาที่สำคัญ

การที่สุรพล อ้างว่า "ประชามติ" ดังกล่าว เป็นเสียงของประชาชน จึงเป็นความ "ไร้กระดูกสันหลัง" อย่างยิ่ง (ต้องใช้คำของ สมศักดิ์ เจียมฯ)

 

3. ประเด็นต่อไป สุรพล ชี้ว่า "ผมขอถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ"

ถ้าสุรพล ซีเรียสในทางวิชาการกฎหมายมหาชน (ที่ตนจบปริญญาเอกสาขานี้) ก็คงต้องกระดากใจบ้างแล้ว ที่ "เทียบ" กรณี 2475 คือ ถ้าเป็นนักวิชาการสาขาอื่น "พ่น" ความคิดดังกล่าว ผมคงประหลาดใจน้อยกว่านี้

ผมคิดว่า สุรพล ควรกลับไปหาพื้นฐาน ของ หลักกฎหมายมหาชน ซึ่งมุ่งโดยตรง ในการจำกัดและควบคุมอำนาจของผู้ปกครองรัฐ ให้มีความแน่นอนชัดเจน จึงเป็นที่มาของการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในการประกันสิทธิเสรีภาพ ตามแนวคิดแบบ Constitutionalism ซึ่งเติบโตผูกติดมากับหลักนิติรัฐสมัยใหม่ ในกระแสเสรีนิยมประชาธิปไตย

Coup d'état เป็นคำที่ สุรพล ใช้เรียก "เหตุการณ์ 2475" ผมคิดว่า ไม่ผิดในแง่วิธีการ เพราะโดยศัพท์ Coup d'état หมายถึง วิธีการอันผิดกฎหมาย แต่ในแง่ "คุณค่า" มันเป็น Revolution โอเค ภายหลัง 2475 จะถูกฝ่ายอำนาจดั้งเดิมกบฏ กรณีนั้น คงต้องวิพากษ์ในบทความอื่นๆ

แต่สำหรับในที่นี้ ควรต้องเน้นย้ำครับว่า การ Coup d'état สมัย 2475 นั้น ต่างกับ 2550 โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ

ถ้าสุรพล ยอมรับว่า "ไม่มีนิติรัฐ ถ้าไม่มีประชาธิปไตย" แล้ว ก็คงไม่นำมาสู่ "การกล่าวอย่างหละหลวม"ในงานสัมมนานี้

ในยุคเผด็จการ หากกล่าวตามแนวคิดนิติรัฐ(สมัยใหม่) ย่อมไม่อาจมีหลัก "นิติรัฐ" ขึ้นได้เลย เพราะแนวคิดนิติรัฐ นั้นยึดโยงต่อหลักการสำคัญในการเคารพความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ(supremacy of the constitution) , ความเสมอภาคทางกฎหมาย , การประกันความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ , ความได้สัดส่วนแห่งความผิดและโทษ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การก่อการฯของ คณะราษฎร กระทำขึ้น เพื่อเรียกร้องหลักนิติรัฐ และหลักความเสมอภาคทางการเมืองและกฎหมาย อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

การก่อการฯ ดังกล่าว ทำผิดกฎหมายในรัฐเผด็จการ (รูปแบบการปกครองแบบโบราณ) แต่มิได้ละเมิดความเป็นนิติรัฐ และไม่ได้ฉีกความเป็นคุณค่า ในแง่การเคารพสิทธิทางการเมืองของปวงชน

เหล่านี้ มันเทียบไม่ได้เลย ถ้าสุรพล ซีเรียสพอ มิใช่กล่าว "ให้ความชอบธรรม คณะรัฐประหาร" อย่างหลงลืม "ที่จะกล่าวในสารัตถะ"

เมื่อคณะราษฎร ก่อการฯ สถาปนา "รัฐธรรมนูญ" (Pouvoir constituant originaire) ซึ่งนำมาสู่ "นิติรัฐ" ขึ้นแล้ว (และกล่าวได้ว่าเป็นความชอบธรรมของประชาชน ในการทวงคืนอำนาจ ที่เคยสละให้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เผด็จการ) การ ใช้วิธีการ Coup d'état ย่อมเป็นการล้มล้างความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และละเมิดนิติรัฐ สุรพล พึงระลึกว่า ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจรัฐนั้น Due Process ถือเป็นหลักประกันความเป็นนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นการยอมรับไม่ได้เลย ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือในแง่การเมือง

ผมย้ำอีกครั้งว่า ถ้าสุรพล ซีเรียสและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาอย่างเถรตรง จะเอา 2 กรณีที่ต่างกันอย่างมาก(และเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทาง public law) ที่คุณไม่อาจยกกรณีหนึ่ง มาอ้าง เพื่อเชิดชูอีกกรณีหนึ่ง ได้เลย

 

4."ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง"

ถ้าจะกล่าวว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ มาจากรัฐประหาร ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย

"มาจาก" มันย่อมรวมถึงการ ถูกจัดตั้งตาม "กลไก" ของการรัฐประหาร ด้วย

ถ้าสุรพล ยังพอจะมี "กระดูกสันหลัง"อยู่บ้าง ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระบวนการตุลาการพิบัติ(Conservative Activism) หรือ "ตุลาการคะนองอำนาจ" ที่โลดแล่นหลังการรัฐประหาร19กันยา นี้ มีผลต่อการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสมัคร และสมชาย

 

5.ผมขอข้ามช่วง ไปที่ สุรพล พูดอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพาดพิงกรณีนี้(และจำเป็นต้องวิพากษ์) ที่ว่า "กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรซ์ ผมคิดว่า นายสมัคร แค่ "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข้ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียบ ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน"

กรณีการตีความรัฐธรรมนูญ ที่ สุรพล เรียกว่า "ตีความเคร่งครัด" นั้น มัน "ตลกมาก" ซึ่งในทางหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้า สุรพล ซื่อสัตย์ในหลักวิชา คงต้องบอกว่า คำวินิจฉัยนี้มัน absurd สุดๆแล้ว ในทางหลักรัฐธรรมนูญ ต่อให้ศาลตีความว่า เป็นลูกจ้างก็ตาม มันก็เป็นเรื่อง "ลักษณะต้องห้าม"(เพราะเป็นการไปกระทำในสิ่งที่รธน "ต้องห้าม") ซึ่งในทางหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญเพียง แจ้งไปยังผู้ดำรงตำแหน่งว่า "ต้องตามลักษณะต้องห้าม" ให้เค้าเลิกกระทำเสีย ก็มีผลเพียงนั้น ซึ่งกรณีต่างกับ การผิด"คุณสมบัติ" ซึ่งมีผลในทางพ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ถ้า สุรพล มองในแง่ conflict of interest ก็ควรชี้ให้ได้ว่า กรณีสมัคร มันมี conflict of interest ที่ถึงขนาดกระทบการตัดสินใจของเขาอย่างไร ??? ในการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ ต้องรักษาดุลยภาพทางอำนาจเป็นสำคัญ มิใช่ว่า การอ้าง conflict of interest จะต้องประกาศิตเด็ดขาด โดยไม่คำนึงหลักทางทฤษฎี รธน. (เช่น ดังกล่าวแล้วเรื่องลักษณะต้องห้าม) และ หลักความพอสมควรแก่เหตุ ในผลของการขัด รธน. (สมมติ ศาลลืมเรื่องทฤษฎี รธน. แต่โดยสำนึก ก็ย่อมต้องใช้หลักสัดส่วน มาประกอบวินิจฉัยเสมอ ในฐานะหลักการที่สำคัญเทียบเท่า รธน.)

ซึ่งเหล่านี้ สุรพล เลือกที่จะไม่พูด ถึงการถูกโต้แย้งในทางวิชาการ ต่อ "การเล่นลิ้น ที่ไร้ยางอายเยี่ยงนี้"

 

ในท้ายนี้ ผมคงประมวลความว่า

วิกฤตการณ์ ตุลาการภิวัตน์ (Conservative Judicial Activism) หรือ ตุลาการคะนองอำนาจ ที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร 2549 นับเป็นความท้าทายของนักกฎหมายมหาชนทุกท่าน ที่จะพิสูจน์ตนภายใต้กระแส "เหวี่ยง"ในรสนิยมทางการเมือง บ่อยครั้งได้ถูกนำเข้ามา "บิดเบือน" ต่อหลักวิชา โดยเฉพาะหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำคัญมากไม่ว่าคุณจะสนับสนุนขั้วใด แต่ในทางตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าบิดเบือนหรือกระทบตัวบท มันส่งผลถึงระบบอำนาจทั้งหมด

คงปฏิเสธไม่ได้ ถ้าจะบริภาษว่า การวางตัวของผู้พิพากษาและนักกฎหมายมหาชน (แบบไทยๆ) ที่ผ่านมา ประหนึ่งแต่ละท่านเป็นบรรดารูทวารของคณะรัฐประหาร ที่ปล่อยผ่านของเสียเข้าสู่สังคม และระบบกฎหมายเรา

และศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ก็คือ หนึ่งในบรรดานักกฎหมายมหาชนแบบไทยๆ เหล่านั้น

 

ด้วยความไว้อาลัยทางวิชาการ
พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล 
นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่2 
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

0000

 

ที่มา : เว็บประชาไท  http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27489

Tags : พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล สุรพล นิติไกรพจน์ นักกฎหมายมหาชน  ตุลาการภิวัตน์ รัฐประหาร รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ 2475 ประชาธิปไตย นิติรัฐ

 

 

+++++++

อ่านเพิ่มเติม

 

"สุรพล" แขวะฝ่ายต้านรัฐประหารต้องไม่รับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

 

ม.รังสิต สัมมนาแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย หมอประเวศชี้ประเทศไทยวิกฤตเพราะสะสมความไม่ถูกต้อง “สุรพล นิติไกรพจน์” ชี้คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน มีแต่ฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว แขวะพวกไม่ยอมรับการรัฐประหารต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมีที่มาจาก รสช. ยึดอำนาจน้าชาติ

วานนี้ (25 ม.ค.) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการสัมมนาเรื่อง “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย” เนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยรังสิตครบรอบ 25 ปี วิทยากรประกอบด้วย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต ศ.นพ.ประเวศ วะสี กรรมการสภา ม.รังสิต ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ผู้เขียนหนังสือ “ฉันจึงมาหาความหมาย” อันโด่งดัง ดำเนินรายการโดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต

 

หมอประเวศชี้ประเทศไทยวิกฤตเพราะสะสมความไม่ถูกต้อง

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า ประเทศไทยวิกฤติสุดๆ ทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บรรจบกันยากที่จะออกจากวิกฤต เพราะสังคมไทยสะสมความไม่ถูกต้องเข้าด้วยกัน ขณะที่ความถูกต้องทุกจุดเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนร่างกายของเราทุกส่วนต้องมี ความถูกต้อง ถ้าดีเอ็นเอผิดตัวเดียว ก็รวนทั้งระบบ

ดังนั้นการอยู่ร่วมกัน เราต้องมีความถูกต้องทุกเรื่อง ส่วนการเปลี่ยนแปลงก็คือการปฏิรูปให้สังคมมีธรรมาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่และไปไกลกว่าประชาธิปไตย เพราะบางทีประชาธิปไตยเป็นเพียงกลไกการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การปฏิรูปต้องเชื่อมโยงกันทุกเรื่อง

 

เสนอ 10 มาตรการแก้วิกฤต

ตนจึงมีข้อเสนอจากการระดมความคิดมา 10 เรื่อง ได้แก่ 1.ปฏิรูปจิตสำนึกใหม่ ให้ใจกว้าง มีจิตสาธารณะ 2.สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มุ่งสร้างแต่จีดีพี 3.สร้างความเข้มแข็งของชุมชมท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานของพระเจดีย์ของสังคม 4.สร้างระบบการศึกษาที่แก้ไขความทุกข์ยาก เพราะเรามีแนวคิดการศึกษาที่ผิดมากว่า 100 ปี ไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจึงนำไปสู่วิกฤติเสมอ 5.สร้างธรรมาภิบาลการเมือง โดยตั้งกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคนจน เพราะปัจจุบันกฎหมายมีอคติกับคนจน

6.สร้างสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้า 7.สร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อม และพลังงาน 8.สร้างระบบสุขภาพ เพื่อสุขภาวะของคน ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของหมอกับยา แต่เชื่อมโยงกับทุกเรื่อง 9.สร้างสมรรถนะในการวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ เพราะการเปลี่ยนแปลงในโลกเกิดขึ้นเร็ว และเรื่องนี้ตนเคยคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงคุยเรื่องนวัตกรรมสังคม ตั้งแต่สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ในปีแรกๆ แต่เรื่องที่เคยคุยกันก็ยังไม่เกิดขึ้น และ10.การสื่อสารต้องผสานการสร้างสรรค์ทั้งหมด ซึ่งเรามีเครื่องมือเยอะมากต่อยุทธศาสตร์ที่จะทำให้คนไทยรู้ความจริง และยังไม่มีรัฐบาลใดทำได้สำเร็จ

 

ต้องแก้ไขให้สังคมเป็นใหญ่กว่ารัฐและทุน เผยเคยปรึกษากับมาร์คเรื่องนี้

ศ.นพ.ประเวศ เสนอว่า การแก้ปัญหา ต้องแก้จากเดิมที่อำนาจในสังคมไปอยู่ที่รัฏฐานุภาพ (อำนาจรัฐ) และธนานุภาพ (อำนาจเงิน) ขณะที่อำนาจของสังคมนานุภาพ (สังคม) มีขนาดเล็กมาก ตนจึงขอเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้อำนาจ อาวุธ (รัฐ) และเงิน มาเป็นการใช้อำนาจของสังคม ที่สามารถตรวจสอบได้ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำในทุกองค์กร ทุกเรื่อง เปลี่ยนจากสังคมแนวดิ่ง มาเป็นสังคมแนวราบ สร้างปัจจัยโดยไม่ใช่แค่อำนาจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตนเคยคุยกัน พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องยุทธศาสตร์สังคมนานุภาพ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ ปีแรก แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เกิด ทั้งนี้ ตนได้คุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าน่าจะมีกองทุนส่งเสริมนวัตกรรมสังคม

 

วิทยากร เชียงกูลชี้เสื้อแดงประท้วง พล.อ.สุรยุทธ์ รายเดียวไม่ถูกต้อง

ด้าน รศ.วิทยากร กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ ส่วนข้อดีที่มีอยู่แล้วคือ ประเทศไทยโชคดีที่มีความสมบูรณ์เรื่องอาหาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีการจัดการที่ไม่ดีพอ ทำให้ยังมีเด็กที่ยังขาดสารอาหาร ดังนั้น หากใครที่เที่ยวไปโม้ว่าไทยจะเป็นครัวของโลกก็ขอให้คำนึงถึงระบบการจัดการที่ดีด้วย

นายวิทยากร กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปประท้วงเรื่องที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรี ว่า ที่กลุ่มดังกล่าวไปเล่นงานพล.อ.สุรยุทธ์ คนเดียวก็ไม่ถูกต้อง เพราะนักการเมืองฝ่ายเสื้อแดงที่ทำผิดมากกว่านี้เกี่ยวกับเรื่องบุกรุกที่ดินก็มีเยอะ แต่กลับไม่ถูกเล่นงาน ปัญหาสำคัญที่เป็นต้นเหตุคือวัฒนธรรมศักดินาเจ้าขุนมูลนาย ยกย่องคนที่อำนาจ ทำให้มีการซื้อเสียง ขายเสียง โดยใช้เงินและความเป็นเครือญาติระบบอุปถัมภ์ รวมทั้ง การศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนชั้นสูง สิ่งที่ต้องปฏิรูปและต้องเปลี่ยน เช่น การเลือกตั้ง ส่วนวิธีระยะยาว ต้องให้การศึกษาประชาชนในฐานะพลเมือง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาษี เพราะถ้าประชาชนเข้าใจก็ไม่ต้องเกรงใจหนี้บุญคุณรัฐบาล

 

สุรพลเสนอโจทย์ทำอย่างไรไม่ให้ไทยซ้ำรอยเลบานอน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่ต้องไปพูดถึงแนวทางปฏิรูปประเทศไทยของ ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี ไม่ต้องไปพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพราะขนาดกองบัญชาการกองทัพบก ยังโดนยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ผมถามว่าประเทศไทยยังมีอะไรเหลืออยู่

เพราะฉะนั้น ประเด็นหลักคือเราจะรักษาประเทศนี้ให้ดีได้อย่างไร และเมื่อรักษาให้มีประเทศไทยแล้วค่อยเชิญอาจารย์ประเวศ ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง

ผมมีความเป็นห่วงว่าในช่วงปีหรือสองปีมานี้ ประเทศไทยจะกลายเป็นเลบานอน หรือไม่ จะมีสงครามกลางเมืองหรือไม่ ดังนั้น ผมจึงขอเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่าทำอย่างไรจะรักษาประเทศไทย แทนที่ทำอย่างไรจะปฏิรูปประเทศไทย ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยของบเรากลายเป็นเลบานอน โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือ การมีกติกา ที่สามารถบังคับได้

 

ยุบพรรคไม่มี 2 มาตรฐาน เจตนารมณ์ผู้ร่าง รธน.50 เน้นใช้ยาแรง

ผมยกตัวอย่างการเรียกร้องที่เกิดขึ้นในเวลานี้ที่พูดถึงแต่เรื่อง 2 มาตรฐาน อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนบทความโดยใช้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง เรียกร้องในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปี พ.ศ.2516 ท่านเรียกร้องกติกาหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้านยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน

สำหรับเรื่อง 2 มาตรฐานนั้น ผมจำเป็นต้องอธิบาย ตอนนี้เกิดความคับข้องใจของคนจำนวนไม่น้อย บอกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเผด็จการ เพราะมาจากการทำรัฐประหาร แล้วก็มีคนเรียกร้องว่า ทำไมยุบไปแล้ว 3 พรรค 4 พรรค แต่ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมบอกอย่างนี้ครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ทุจริตเลือกตั้ง ไม่มีกรรมการบริหารพรรคไปทุจริต ซื้อเสียง แต่ที่ร้องเรียนเรื่องทุจริตการเป็นการใช้เงินจาก กกต.ผิดประเภท ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ เกิดตั้งแต่คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

เพราะฉะนั้น เมื่อมี ส.ส.ร. ผมจำได้ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศไว้ก่อนเลยว่าในเมื่อการทุจริตเลือกตั้ง คือตัวการทำให้การเมืองไม่พัฒนา ต่อไปก็จะใช้ยาแรง คือเรื่องที่กรรมการบริหารพรรคไปทำผิดหรือมีส่วนรู้เห็นกับการซื้อสิทธิ ขายเสียง จะต้องยุบพรรคการเมือง นั้น คือ เขาบอกก่อนแล้วทุกพรรคการเมืองที่โดนยุบ รวมถึงกรรมการบริหารพรรคต่างก็กติกานั้นเป็นอย่างดี จึงยอมเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เดือนธันวาคม 2550 เพราะฉะนั้น จึงบอกไม่ได้ว่า เรื่องยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญ มี 2 มาตรฐาน

หรือเรื่องนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ทำกับข้าว ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ เป็นการจ้องหาเรื่องกันนี่ โดยส่วนตัวผมยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ ผมคิดว่า นายสมัคร "รับจ้าง" ไม่ใช่ "ลูกจ้าง" แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอย่างเคร่งครัด โดยแวดวงกฎหมายกำลังรอดู ว่าจะมีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะตัดสิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีอื่นๆ หรือแม้แต่กรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตัดสินอย่างเดิม ตรงนี้ผมกำลังรอคำวินิจฉัยคดีที่สอง แต่ขณะนี้ยังเป็นมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานอย่างเข้ม ในส่วนของนายสมัคร ยังไม่มีคดีอื่นให้เปรียบเทียบ ซึ่งผมกำลังรอดูคำตัดสินคดีอื่นอยู่เช่นกัน

 

คดีเหลืองแดงไม่มีสองมาตรฐาน เป็นเรื่องอัยการฟ้องช้าหรือฟ้องเร็ว

ในเรื่องการชุมนุมทางการเมืองก็เช่นกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิดสนามบิน หรือปิดถนนในกรุงเทพฯ อัยการไม่มีทางสั่งเป็นอย่างอื่นได้ คืออัยการต้องสั่งฟ้องทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แล้วให้คนเหล่านั้นไปต่อสู้คดีกันในศาล ซึ่งผมว่าเป็นทางเดียวเท่านั้น ดังนั้น เรื่องนี้ก็ไม่มีสองมาตรฐานขึ้นอยู่กับว่าอัยการจะสั่งฟ้องช้าหรือเร็วเท่า นั้น

เวลานี้มีคนบอกว่าเมื่อหลักนิติศาสตร์ใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ สำหรับผมแล้วไม่มีคำว่าหลักรัฐศาสตร์ ในประเทศที่ปกครองด้วยหลักกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติศาสตร์เท่านั้น ต้องทำให้กติกาเกิดการยอมรับให้ได้ เหมือนที่ ดร.ป๋วย เรียกร้องให้มีกติกาหมู่บ้าน คือลูกบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องยอมรับกติกานั้นทั้งหมด

 

อัดพวกไม่ยอมรับ รธน.50 เพราะ คมช. ต้องไม่ยอมรับ รธน.40 ด้วยเพราะมาจาก รสช.

คราวนี้มาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ พูดกันมากว่าประเทศประชาธิปไตย ไม่ยอมรัฐประหาร ผมถามว่าคนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้มาจาก คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2534 หรือ ผมบอกได้เลยว่าประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ผ่านการทำประชามติ แล้วที่บอกว่าประชาชนเขาโดนหลอก แต่นั่นก็เป็นเสียงประชาชนไม่ใช่หรือครับ

 

อัดพวกไม่ยอมรับรัฐประหาร จะยอมรับ 2475 หรือไม่

ผมถามท่านที่บอกว่า มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจทหาร ที่มาจากการทำรัฐประหาร ถ้าไม่ยอมรับรัฐประหาร ผมถามว่าเราจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 หรือไม่ นั้นไปเอาพระราชอำนาจมาจากองค์พระประมุขของประเทศมาเลยนะ

มีประเด็นหนึ่งที่คนมักจะมองข้าง หรือเลือกที่จะมองข้ามคือ ถ้ารัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ผมก็ถามว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลต่อจากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผมถามว่ารัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย มาจากไหน ตอนนี้เรามักจะข้ามบางเรื่องไปเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง

 

ยันศาลไม่มีสองมาตรฐาน

หรือแม้แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกาชุดนี้มีมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เพิ่งตั้งขึ้นใหม่หลังการทำรัฐประหาร เพียงแต่ปี 2551 มีการต่ออายุผู้พิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผู้พิพากษาต่อไปหลังเกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนผู้พิพากษา กติกาที่ออกมาออกมาเมื่อปี 2543 ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในปี 2544 ไม่ใช่ปี 2543 อย่างที่ ศ.ดร.สุรพลกล่าว

ศ.ดร.สุรพลกล่าวต่อไปว่า หรือเรื่องร่ำรวยผิดปกติก็เช่นกัน มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 อัยการสูงสุดคนปัจจุบันก็คือรองอัยการสูงสุด ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างตัวบุคคลเลยในส่วนของอัยการ เพราะฉะนั้น อัยการก็ทำหน้าที่ไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจ ไม่ได้มี 2 มาตรฐาน

 

อธิการ ม.รังสิตชี้ประเทศวุ่นวายเหมือนเด็กตีกัน นักการเมืองคุณภาพต่ำทราม

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า ประเทศเราวุ่นวายเหมือนเด็กตีกันไม่มีกติกา ไม่มีวุฒิภาวะ แล้วเราพยายามหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมของเด็กๆเหล่านั้น แต่จริงๆแล้ว ถ้าจะปฏิรูปประเทศต้องคิดว่าเราในฐานะประชาชนจะรวมตัวกันอย่างไร เพราะนักการเมืองเดี๋ยวนี้มีคุณภาพต่ำทราม คิดแต่เรื่องโกงกิน เราเป็นเจ้าของประเทศจะปฏิรูปอย่างไร

ตนคิดว่า เราควรมีกรอบอย่างที่ นพ.ประเวศ เสนอ จึงจะได้ผล คือมีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งต้องมุ่งไปที่เกษตรกร เพราะประชากรไทย 60 ล้านคน แต่มีคนจนถึง 30 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปต้องมุ่งไปที่การฟื้นฟูการเกษตรอย่างครบวงจร ต้องมีที่ทำกิน มีน้ำ มีสินเชื่อ เทคโนโลยีการจัดการ ตลาดที่ขายได้ โดยมีองค์กรที่ไม่ขึ้นกับกระทรวงของรัฐ เพราะเจ้ากระทรวงที่เป็นนักการเมือง มักจะทุจริตคอรัปชั่น ขณะที่เกษตรกรยังอ่อนแอ ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงต้องมีองค์กรและระบบที่เป็นอิสระ โดยการขับเคลื่อนปฏิรูปภาคเกษตร

 

0000

 

ที่มา : เว็บประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27487

Wed, 2010-01-27 02:29

Tags : ประเวศ วะสี  รัฐธรรมนูญ  รัฐธรรมนูญ 2540  รัฐประหาร  วิทยากร เชียงกูล  สุรพล นิติไกรพจน์ ข่าว การเมือง

 

 

 

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

สมาชิก

ความคิดเห็นของบทความ

เว็บเพื่อนบ้าน

ทำเนียบรัฐบาล
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
สภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา
OnOpen
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
สถาบันอิศรา
ประชาไท
เครือข่ายกฎหมายมหาชน

ผู้เข้าชมออนไลน์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้329
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้305
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1228
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว1706
mod_vvisit_counterเดือนนี้6700
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว5582
mod_vvisit_counterรวม61246

Online (20 minutes ago): 5
Your IP: 38.107.191.91
,
Today: ก.ค. 29, 2010