| หน้าหลัก | สถาบัน | กิจกรรม | คลังความรู้ประชาธิปไตย | บทสัมภาษณ์ | แนะนำบทความ | ข่าวสาร | มัลติมีเดีย | เวทีประชาชน | ติดต่อเรา |
| 2 มาตรฐาน - ความรุนแรง |
|
|
|
| เขียนโดย webmaster |
| วันพุธที่ 27 มกราคม 2010 เวลา 23:08 น. |
|
“2 มาตรฐาน - แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : ศึกษาจากกรณีเขายายเที่ยง” ถอดคำต่อคำ
“2 มาตรฐาน - แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : ศึกษาจากกรณีเขายายเที่ยง”
หมายเหตุ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันการพัฒนาประชาธิปไตย อาจารย์ธีระ สุธีวรากูร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนาในหัวข้อ “2 มาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย” วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553 คณะนิติศาสตร์จัดโดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย
“ผมเห็นว่า วันนี้ไม่ว่าจะยังไง ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง มีความโน้มเอียงที่จะเกิดความรุนแรง และถ้าเกิดความรุนแรงไม่ใช่ความรุนแรงเหมือนอย่างที่เราเห็น เหมือนกรณี 14 ตุลา 6 ตุลา มันจะเป็นความรุนแรงชนิดที่ท่านไม่เคยเห็นมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้ในประเทศไทย…” ธีระ สุธีวรางกูร
"แต่ขณะนี้ดูๆเมืองไทย ไม่ได้ถอยกรูดแต่หันไปสู่แนวความคิดชนชั้นกันขนาดนั้นเชียวหรือ ขณะที่โลกเราเดินไปข้างหน้า กำลังจะใช้เงินสกุลเดียวกัน ไม่ต้องใช้วีซ่า จะมีรัฐบาลภูมิภาค อย่างอียูก็มีแล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะอยู่ในโลกอย่างนี้ เดินไปข้างหน้า อยู่ในเวทีการแข่งขันของโลก ระบบ 2 มาตรฐานมันไปไม่ได้..." ปลอดประสพ สุรัสวดี
“แต่ที่น่าเป็นห่วงมากนั้นคือ ผู้ที่อยู่ฝ่ายจ้องทำลายให้ราพณาสูร เขามีการเตรียมการเป็นระบบกว่านั้นในการปราบปราม ใช้ระบบกฎหมายทุกอย่างแล้ว ระบบกฎหมายที่ถูกบิดเบือนทุกอย่างแล้ว ก็เอาไม่อยู่เสียที ฉะนั้นระหว่างในช่วงหลังๆนี้ กระแสข่าวเรื่องการใช้กำลังปราบปรามจึงมีมากขึ้น การเตรียมการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปรามได้เกิดขึ้นต่อมาระยะหนึ่งแล้ว...” จาตุรนต์ ฉายแสง
0000
ถอดคำต่อคำ “2 มาตรฐาน - แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : ศึกษาจากกรณีเขายายเที่ยง”
จาตุรนต์ ฉายแสง การเสวนาในวันนี้ในหัวข้อ “2 มาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย :ศึกษาจากกรณีเขายายเที่ยง” เป็นหัวข้อที่จริงๆ ก็สดๆ ร้อนๆ เป็นหัวข้อที่มีแนวโน้มว่า จะเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมต่อไป คือเรื่อง 2 มาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย ที่เลือกเรื่องเขายายเที่ยงมา เพราะเห็นว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนและอยู่ระหว่างเป็นที่สนใจ เรื่องพัฒนาไปเร็ว และดูเหมือนว่าจะมีข้อสรุปกันไปมากขึ้นแล้ว หลังจากที่กรมป่าไม้มีข้อสรุปออกมา แต่เข้าใจว่า ผู้อภิปรายของเรายังมีข้อมูลลึกๆ ข้อมูลที่ไม่ได้พูดกันในสื่อมวลชนให้เป็นที่รับรู้อยู่อีกบ้าง ท่านปลอดประสพ สุรัสวดี ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้มา รวมทั้งได้เกิดอะไรขึ้น สองคืนที่ผ่านมานี้ที่เขายายเที่ยง ก็คงยังไม่มีใครรู้ ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ตกกระแสไปเสียทีเดียว แต่หัวข้อใหญ่นั้นคือเรื่อง 2 มาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย เป็นเรื่องที่สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยจะติดตามเรื่องนี้ต่อ คิดว่ากำลังเกิดขึ้นจริง และคิดว่า แนวโน้มจะพัฒนาต่อไปอีกมากด้วย วันนี้มีเหตุผลข้อมูลมาสนับสนุนความเห็นนี้ได้ชัดเจนพอสมควร การพัฒนาความขัดแย้งของสังคมไทยมาถึงปัจจุบัน อันนี้เป็นแนวความคิดที่ทำให้จัดเสวนาในวันนี้ขึ้น เดิมมีนักวิชาการอีก 2 ท่านมารวม เดิมทีตกลงกันแล้วว่าจัดในวันนี้ ถึงเวลาจริงๆ ติดภารกิจกะทันหัน ไม่ใช่เรื่องที่ตั้งใจจะไม่มา แต่อีกหลายท่านก็บอกเล่าสู่กันตรงๆ ว่า เราจัดเสวนาแบบนี้ และเห็นเป็นเรื่องที่นักวิชาการน่าจะพูดอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ ปรากฏว่ามีความสนใจในวงการวิชาการอย่างน่าตกใจ ดีแล้วมีนักวิชาการที่พร้อมจะมาร่วม และเสียดายที่ 2 ท่านจะมาแล้วมาไม่ได้ การที่มีเรื่องใหญ่ๆในบ้านเมือง แล้วไม่ปรากฎว่า มีนักวิชาการแสดงความเห็นในเรื่องอย่างนี้กันเท่าที่ควร เป็นสภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งในสังคมไทยเรา ผมเดิมทีจะดำเนินการอย่างเดียวไม่ต้องอภิปรายอะไร วันนี้เลยต้องทำหน้าที่ทั้ง 2 อย่าง ดำเนินการอภิปรายไม่ค่อยบ่อย ดำเนินการอภิปรายครั้งแรกเมื่อประมาณ 35 ปีก่อนที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันนี้ต้องขอขอบคุณคณะนิติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากคณะต่างๆ มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดหัวข้อนี้ขึ้นมา และได้รับการอนุมัติจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาครั้งนี้ที่นี้ได้ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอีกขั้นหนึ่งเหมือนกัน ที่เราสามารถมาพูดเรื่องอย่างนี้ได้ในมหาวิทยาลัยได้ ผู้ร่วมอภิปรายรู้จักกันอยู่แล้ว ท่านปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นผู้ที่ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้มาโดยตรง ทั้งอธิบดี ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันทำหน้าที่ทางการเมือง ความจริงมาในฐานะทำงานทางด้านนี้มาโดยตรงมากกว่า แต่ก็เป็นความจริงอีกเหมือนกัน ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอาจารย์ธีระ สุธีวรากูร คณะนิติศาสตร์ นักกฎหมาย ซึ่งคงมาให้ในแง่มุมเขายายเที่ยง สองมาตรฐาน ตอนท้ายทั้ง 3 คนก็จะพูดเรื่องแนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย ข้อมูลที่จะต้องให้กับสังคมบ้างในเวลานี้ก็คือ ข้อมูลที่ว่า ได้ข่าวมาเรื่อง คนในกองทัพบางคนกำลังเตรียมการอะไรกันอยู่ เป็นเรื่องที่พูดกันในวงการทหารบ้าง ตำรวจบ้าง ก็มีการพูดกัน ตอนท้ายจะตั้งคำถามถึงผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ท่านไม่รู้ว่า เขาไปสั่งให้ทหารทุกหน่วยไปล่าเสธ.แดง แล้วท่านรู้หรือเปล่า ข้อมูลที่ผมจะถามให้พล.อ.อนุพงษ์ ช่วยลองตรวจสอบข้อมูลว่าจริงหรือไม่จริง เพราะกำลังเป็นห่วงว่า จะลุกลามบานปลายไป การรัฐประหารก็ดี การขึ้นบัญชีคนทั้งเสื้อแดงและไม่แดงว่าเป็นความจริงหรือไม่ ขอเริ่มจากเรื่องข้อเท็จจริงกรณีเขายายเที่ยงก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกท่านก็ทราบกันดี แต่ว่าเรื่องนี้สรุปโดยอัยการไปว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เจตนา ไม่มีการดำเนินการ ซึ่งการดำเนินการโดยรัฐ ณ วันที่อัยการสรุปว่า ไม่สามารถทำได้ หลังจากนั้นยังจะทำได้หรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่เจตนาหรือไม่เจตนากันแน่ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏไปแล้ว ยังมีอะไรที่ไม่ได้เปิดเผย รวมทั้งล่าสุดกำลังเกิดอะไรที่เขายายเที่ยง ถ้าสิ่งที่กรมป่าไม้ควรจะทำตั้งแต่นานมาแล้วคืออะไร ในระหว่างที่พล.อ.สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีคนร้องเรื่องนี้ มีการพูดเรื่องนี้ในสภา ป.ป.ช.ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง และควรดำเนินการอย่างไร
ปลอดประสพ สุรัสวดี ผม วันนี้เหมือนกับใส่หมวก 2 ใบ ซึ่งก็ไม่อยากพูดเรื่องการเมืองมากนัก เพราะจะขาดความเชื่อถือ จะพยายามพูดในเชิงวิชาการให้มากเท่าที่จะมากได้ อีกรอบก็จะขอนำเสนอว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ดินป่าไม้ การใช้ประโยชน์ที่ดิน หน้าตาจะเป็นอย่างไร ถึงตอนนั้นจะต้องพาดพิงถึงพรรคเพื่อไทย และนโยบายในอนาคต ผมอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ 2 อาทิตย์ว่า มีคนถามว่า ทำไมมารักป่ากันตอนนี้ พูดง่ายๆ มาพูดเรื่องเขายายเที่ยงทำไม ให้มาถามผมซิ เอ่ยชื่อผมเลยว่าเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ทำไมตอนนั้นไม่ทำอะไร ก็ถือโอกาสนี้ตอบซะ กรณีเขายายเที่ยงเกิดขึ้นในสมัยที่ผมเป็นปลัดกระทรวง ถ้าบังเอิญมาเกิดตอนที่ผมเป็นปลัดกระทรวง เรื่องไม่มาถึงตอนนี้หรอกครับ ที่พูดแบบนี้ไมได้อวดเบ่ง ตอนที่ผมเป็นอธิบดีอยู่ในยุคนั้น ทำกับทุกคน ประทานโทษทำกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคของรัฐบาลด้วยซ้ำไป จนนายกฯ ชวน หลีกภัย เรียกผมไปถาม และท่านก็บอกว่า ถ้าท่านทำตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ ผมก็รับได้ ในที่สุดผมก็ต้องมาเจอรัฐมนตรีของตัวเองรัฐมนตรีว่าการ ก็ต้องทำตามหน้าที่ เหตุเกิดที่เขื่อนศรีนครินทร์ ผมถูกสอบไป 7 คณะ แต่ก็ไม่มีอะไร เพราะผมทำตามหน้าที่ มาปลายกระทรวงทรัพยากรฯ ก็มาเจอกับรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการของตัวเองอีกที่ลำปาง ก็ต้องทำตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอเรียนว่า ถ้าสมมุติถ้าข้าราชการปฏิบัติตรงไปตามมาทำไปตามหน้าที่ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร มันต้องทำได้ แต่ผมเรียนอย่างหนึ่งว่า เป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข ผมรู้ดีว่า ในระหว่างที่ทำแบบนั้น มันถูกความกดดันแค่ไหน เราไม่ใช่ว่าเราจะมุ่ง ไม่ใช่หมายถึงตัวผม ผู้ใต้บังคับบัญชาของผม ไม่ใช่จะมุ่งไปทำกับคนโตเพื่อให้เป็นข่าว ผมทำหมด กับกลุ่มคนที่เอ่ยชื่อหมด อย่างดงลาน ดงใหญ่ ผมก็เป็นคนทำ ก็โดนด่ามากพอสมควรว่า ไปรังแกคนยากคนจน แต่ต้องทำในฐานะผู้รักษากฎหมาย มันไม่มีโอกาสเลือกปฏิบัติได้ก็ทำไป อันนี้ก็ถือโอกาสนี้ไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือไม่เป็นข่าว อย่างน้อยก็ได้พูดกับท่านทั้งหลายในห้องนี้ว่า การที่มาพูดเรื่องเขายายเที่ยงในขณะนี้ หรือเขาสอยดาวในขณะนี้ไม่ใช่มูลเหตุว่า อยู่กันคนละฝั่ง และเป็นเรื่องของการเมืองไม่ใช่ ได้อ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่า กฎหมายป่าไม้ไม่มีคุณภาพ มันมีหลายฉบับ ทยอยออกมาเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่า ฉบับต้นๆ บังคับใช้ไม่ได้ ผลสุดท้ายประชาชนก็เดือดร้อน ผมก็อยากถือโอกาสนี้เล่าให้ฟัง และจะมีประโยชน์กับท่านในการทำข่าวข้างหน้า หากมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งที่จะเรียนเป็นสิ่งที่ได้บรรยายในคณะนิติศาสตร์ ที่บังเอิญผมเป็นอาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม พรบ.ป่าไม้มีหลายฉบับ เริ่มต้นด้วย พรบ.ป่าไม้ ปี 2484 ก่อนผมเกิด 4 ปี พรบ.ฉบับนั้นเขาเน้นเรื่องการทำไม้เป็นหลัก โดยเฉพาะไม้สักกับไม้ยาง และเน้น ณ วันนั้น ที่จะบังคับการทำไม้ทางภาคเหนือ โดยประเทศอังกฤษ ใช้คนอินเดีย ใช้คนพม่า เป็นต้น เพราะฉะนั้นพรบ.ป่าไม้เป็นเรื่องของเนื้อไม้แท้ๆ โดยการอนุญาตให้ทำสัมปทานป่าไม้ และเก็บค่าภาคหลวง จากนั้นนานมาถึง 23 ปี ก็เริ่มคิดกันว่า ต้นไม้มันปลูกบนแผ่นดิน และบนแผ่นดินมันมีคนอยู่อาศัย และพื้นที่ป่าไม้มันใหญ่ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการพูดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ คือใช้ประโยชน์ที่ดินที่ต้นไม้มันขึ้น จึงเกิดพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ เพราะฉะนั้นคำว่า ป่าสงวน หมายความว่า ส่วนไหนที่จะสงวนให้เป็นป่า ส่วนไหนจะสงวนให้คนใช้ จึงเกิดพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติขึ้นมา ซึ่ง 2 อันนี้ไม่เหมือนกัน อันหนึ่งคือเรื่องต้นไม้ อีกอันหนึ่งคือเรื่องพื้นที่ที่ต้นไม้มันขึ้น จากนั้นก็เริ่มคิดไปอีก มันมีเรื่องด้านการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ที่เข้มงวดมาก โดยเราไปเลียนแบบอเมริกา ก็มีเรื่องการประกาศ พรก.อุทยานแห่งชาติตามขึ้นมา พื้นที่ห้ามใช้เด็ดขาด ต้องการสงวน เก็บไว้ หน้าตาอย่างนี้แตะต้องไม่ได้ ก็มีพรบ.อุทยานแห่งชาติตามขึ้นมา จากนั้นใกล้ๆ กันก็มีตามมาว่า ที่สงวนไว้ที่เรียกว่าอุทยาน มันมีสัตว์เดินมา เดินไป แล้วสัตว์เป็นระบบนิเวศน์ส่วนหนึ่ง ถ้าดูแลสัตว์ไม่ได้ ก็ดูแลอุทยานไม่ได้ ก็มีพรบ.สงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯตามขึ้นมาอีก ก็ค่อนข้างจะเข้มงวดยิ่งกว่าป่าอุทุยานอีก เพราะเอาสัตว์เป็นเกณฑ์ว่า สัตว์ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จะออกลูก ออกไข่ที่ไหน จะไปผสมพันธุ์ที่ไหน จากนั้นก็คิดต่อไป ถ้าเอาพรบ.ปี 2484 เป็นหลักเรื่องการทำไม้ แล้วฉะนั้นธรรมชาติมันจะโตทันหรือ เพราะฉะนั้นให้ปลูกป่า อนุญาตให้ปลูกและตัดได้ ก็เกิดเป็นพรบ.สวนป่าฯขึ้นมา สุดท้ายมาถึงวันนี้ก็พยายามให้มีพรบ.ป่าชุมชนขึ้นมาก็ยังไม่เกิด เพราะมันเป็นเรื่องหักจากแนวคิดเดิมในเรื่องของการที่ว่าป่าเป็นของแผ่นดินเปลี่ยนมาป่าเป็นของชุมชน เมื่อมาเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ชื่อกรมบอกว่า Royal Forest Department แปลว่า ป่าของพระเจ้าแผ่นดิน พูดง่ายๆ ก็คือว่าทั้งประเทศส่วนใดที่ไม่มีกฎหมายอื่นให้เป็นอย่างอื่น ให้ถือเป็นป่า และให้ถือเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นป่าของพระเจ้าแผ่นดินเป็นที่มาของที่ดินที่ประชาชนปัจจุบันนี้ได้อยู่ ได้อาศัย ได้ทำกิน ซึ่งปัญหานี้ต้องยาวต่อไปอีกวันข้างหน้า เพราะพื้นที่เราไม่เพิ่ม แต่คนของเราเพิ่ม เราจะเอาที่ดินมาให้ประชาชนทำกิน ก็ต้องมาจากป่าแน่นอน สปก.ก็เป็นลูกจากแผนที่กรมป่าไม้ใช้ สทก. สิทธิทำกิน ก็ให้เปลี่ยนเป็น สปก.ซะ และก็เอาป่าโซนเอ โซนอี ไปให้ใช้ด้วย สายนิคมก็มีความคิดอาจจะนิคมเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงวัว ก็ไปเอาที่ป่ามาอยู่เป็นนิคม 10 ปีก็ให้ออกเป็นเอกสารสิทธิได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า วิวัฒนาการในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประชาชน ล้วนมีรากเหง้าจากการทรัพยากรป่าไม้ทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาถ้าประเทศไทยแก้ปัญหานี้ไม่ได้ คือผมจะพูดตอนจบว่าพรรคเพื่อไทยกำลังมองเรื่องนี้ยังไง โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดกรณีเขายายเที่ยง หรือเขาสอยดาวขึ้นมา และอาจจะพูดเชิงขู่นิดๆ ก็ได้ว่า ถ้าแก้ไม่ได้ให้กลับไปดูเมืองจีน มันเกิดการปฏิวัติขึ้นมา มันเป็นเรื่องที่ดินหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เมืองไทยเกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้มีอิทธิพล หรือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจที่จะไปถือครองการใช้ที่ดินมากกว่าคนตาดำๆ วันหน้าเมืองไทยต้องเกิดแน่นอน - กรณีเขายายเที่ยง มาพูดเฉพาะเรื่องเขายายเที่ยง อย่างที่ได้บอกแล้ว ว่าเกิดขึ้นเมื่อสมัยที่ผมเป็นปลัดกระทรวงแล้ว แต่ก็ได้ติดตามเพราะจริงๆแล้ว คุมป่าไม้คุมอุทยานอยู่วันยังค่ำ เรื่องนี้มันสืบเนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนลำตะคลอง ภาคอีสานถูกยกตัวขึ้นที่เรียกว่า ที่ราบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่แนวเขายาวตั้งแต่อุบลผ่านมาโคราชแล้วย้อนกลับไปเพชรบูรณ์ จะเห็นว่า มันจะเป็นที่ดินที่ยกสูงขึ้น ตรงเขายายเที่ยงจะเห็นได้ชัดเลยว่า แผ่นดินของภาคอีสานยกตัวสูงขึ้น ก็เกิดช่องเขาขึ้นช่องหนึ่ง สมัยตอนที่ผมเป็นเด็กๆ รถยนต์วิ่งได้ รถไฟวิ่งได้ ก็เลยมีการสร้างเขื่อนลำตะคลองขึ้นติดเขานี้เลย เพื่อให้เป็นเขื่อนเก็บน้ำลำตะคลอง ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำมูล แม่น้ำชี และลงแม่น้ำโขง วัตถุประสงค์คือต้องการเอาน้ำไปทำประปาให้คนโคราช ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากรองจากกรุงเทพมหานคร แต่ทีนี้คนมันอาศัยอยู่แล้วทำไง ก็ต้องย้ายคน ย้ายไปไหน ก็ย้ายไปเขายายเที่ยง ก็เกิดหมู่บ้านขึ้นมา 2 หมู่บ้าน โดยใช้อำนาจตามพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 16 ซึ่งเป็นมาตราหลักของพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติว่า ด้วยการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ มาตรา 16 โอเคเขาบอกว่าให้อำนาจ เขาก็ไปทำหมู่บ้านป่าไม้ขึ้นมา ย้ายคนเข้าไปใส่ หมู่บ้านป่าไม้ที่ว่าอายุก็ 30 ปี แล้วก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วน อาศัยส่วนหนึ่ง ทำมาหากินส่วนหนึ่ง ปลูกป่าส่วนหนึ่ง แต่ส่วนปลูกป่ามันไม่ค่อยมีใครปลูก ก็จะอยู่อาศัยกับทำมาหากิน และห้ามขายนะ ต้องมรดกตกทอดอย่างเดียว นั้นคือที่มาที่ไปของกรณีเขายายเที่ยง พื้นที่จัดส่วนใหญ่ ณ วันนั้น เป็นพื้นที่เหนือน้ำ แต่ว่าไม่ใช่ยอดเขา เพราะฉะนั้นวันนี้มีคนตั้งข้อสงสัยว่า ตอนนั้นมันไปจัดบนยอดเขาเลยหรือไม่ ไปหาแผ่นที่เดิม ไม่น่าเชื่อ ซึ่งของเหล่านี้หายไม่ได้ ดันหาย ก็มีการทำแผนที่ใหม่ขึ้นมา ที่ใช้เป็นคดีกันทุกวันนี้ ก็ทำให้เกิดการกังขา 1).แผนที่เก่าหายได้ยังไง 2).แผนที่ใหม่ทำมาบนพื้นฐานอะไรกันแน่ นี่เขาลือเป็นข้อสงสัยต้องรอพิสูจน์ต่อไป ทีนี้มาดูคำสั่งที่ว่า ไม่ดำเนินการอาญาเพราะไม่เจตนา ผมก็จะไม่วิพากษ์วิจารณ์อัยการท่านละ เพราะเป็นอำนาจของท่านในเรื่องอาญา แต่ก็มีคำถามในเชิงวิชาการอีกว่า ในมูลความผิดใช้ 2 กฎหมายคือ พรบ.ป่าไม้ฯและพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งผมเล่าให้ฟังแล้ว ในกฎหมายป่าสงวนซึ่งอัยการใช้พิจารณามันเป็นเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดิน มันมีเจตนาที่จะใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่จะบุกรุกสืบเนื่องจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน แล้วบอกว่าไม่มีเจตนา เพราะว่าที่ดินนี้ถูกให้ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ถูกให้ใช้ประโยชน์มาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นผู้มาอยู่ต่อจึงไม่มีความผิด เพราะรัฐมีเจตนาจะให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินตรงนี้อยู่แล้ว โดยมองว่า เรื่องของการที่ว่าตัวเองจะมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ ไม่ใช่ความผิดทางกฎหมาย แต่เป็นความผิดของโครงการหรือระเบียบที่ออกไป นั้นคือสิ่งที่ออกมาใน ณ วินาทีนี้ ผมจะยังไม่พูดเรื่องที่ยังไม่พิจารณา แต่ก็มีคำถามสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ถ้าเรากลับไปดูพรบ.ป่าไม้ เขาบอกว่า มาตรา 54 มาตรา 55 ผมจำได้แม่น เขาบอกว่าห้ามครอบครอง ห้ามก่อสร้าง ห้ามคนสร้าง ห้ามครอบครอง กรณีนี้ครอบครองมา 7 - 8 ปี มีเจตนาครอบครอง และได้ครอบครอง ก็มีคำถามว่า คำว่าครอบครองความผิดมันเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว คือมีเจตนาครอบครอง และได้ครอบครอง ซึ่งได้ครอบครองมา 8 ปี ก็แปลว่ามีเจตนาครอบครอง ถูกหรือผิดละ 2).ห้ามก่อสร้าง และได้ก่อสร้างไหม ได้ก่อสร้างบ้าน ได้ก่อสร้างรั้ว และก่อสร้างถนน การก่อสร้างเจตนาก่อสร้างไหม ต้องมีเจตนา ต้องใช้ตังค์ ต้องออกแบบ ต้องก่อสร้าง ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี ไม่ใช่เสกออกมา ซึ่งเสกออกมาก็ผิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นเจตนา เมื่อเป็นเจตนาก็ต้องผิด คนสร้างต้องขุดหลุม ก่อสร้าง ทำถนนไม่ขุดไม่ย้ายต้นไม้ได้ยังไง เพราะฉะนั้นต้องดูพรบ.ป่าไม้ ในมาตรา 54 มาตรา 55 ทำให้เกิดข้อสงสัยในเจตนาขึ้นมาทันที ในการไปดูกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสำนวนการฟ้องร้องด้วย เอาใหม่อีก ถามว่าในสำนวนมันมายังไงไปยังไง ส่งครบหรือส่งไม่ครบ ผู้ส่งมีเจตนาที่จะให้ครบหรือไม่ครบหรือเปล่า หรือว่าลวกๆ หรือว่ากลัวมือสั่น มันก็เลยนับผิดนับถูก ที่ดินแปลงนี้ เรียนตั้งแต่ต้นมีข้อสงสัย ว่า มันใช่แปลงนี้หรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช้แปลงนี้มันก็ยุ่ง เพราะไม่ใช่แปลงที่รัฐอนุญาตให้ใช้ประโยชน์แล้ว ปรากฏว่าในสำนวนถ้าจำไม่ผิด พูดถึงแปลงที่ 49 พระเบ้าเป็นเจ้าของว่าตามข้อเท็จจริงมีแปลงที่ 50 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คือไปครอบครองแปลงที่ 50 ด้วย ซึ่งอยู่ข้างเคียง มันก็มีคำถามอีกว่า ในเมื่อไปครอบครองแปลงที่ 50 และไม่อยู่ในสำนวน และปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการครอบครองทำไง จะต้องพิจารณาใหม่ ดำเนินคดีใหม่หรือเปล่า ถ้าจะทำจะตั้งเรื่องอย่างไร พร้อมกันนี้ได้มีการแจ้งเอาไว้ โดยอ้างอิงจากการแจ้งป.ป.ช.ว่าได้ครอบครอง 21 ไร่ แต่ข้อเท็จจริงครอบครอง 26.8 ไร่ ก็มีคำถามว่า 5.8 ไร่เพิ่มมานี้ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในสำนวนอีก และไม่ได้อยู่ในที่แจ้งป.ป.ช.อีก แล้วจะทำยังไงกับมัน ใครเป็นเจ้าของ แต่มันอยู่ในรั้วนะ และได้มายังไง เพราะที่ชี้แจงในเรื่องการได้มาจบไปแล้ว คือได้มาจากพระเบ้า ลูกเขย รวมแล้ว 21 ไร่ 2 แปลง ที่เหลือก็ต้องเสกมา หรือเดินไปเอามา ก็เป็นคำถามอีกกรณีมีข้อมูลเพิ่มเติมจะทำยังไง นี้เป็นประเด็นต่อมา ท่านรองจาตุรนต์ถามว่า กรมป่าไม้ควรจะทำอะไร ไม่ทำอะไรก่อนหน้านี้ ผมอยากจะเรียนว่า คนเขียนกฎหมายสมัยก่อนหน้านี้เขาก็มีความละเอียดอยู่แล้ว มีอำนาจอยู่แล้ว ยิ่งมีคำว่า Royal ข้างหน้าเป็นกรมที่มีอำนาจทั้งนั้น เป็นยักษ์ที่มีกระบองทั้งนั้น เพราะสมัยก่อนเขียนกฎหมายเอง ไม่มีใครมาทัดทานเท่าไร ในพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติมาตรา 25 เขาให้อำนาจอธิบดีกรมป่าไม้สั่งรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง สิ่งบุกรุกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอให้อัยการชี้ว่า จะดำเนินคดีส่งศาลหรือไม่ เพราะในกรมป่าไม้ทำได้อยู่แล้ว แม้แต่วันนี้ที่จะสั่งให้คืนที่ก็ยังใช้มาตรา 25 มีคำถามว่า ต้องมาใช้วันนี้ทำไม และทำไมไม่ใช่แต่แต่ต้น ในสมัยผมก็ไม่แนะนำให้ใครทำตาม เพราะมันเป็นทุกข์ ผมถูกฟ้องมาหนักแต่ก็รอด ไม่มีอะไร ผมทำตามหน้าที่ เกาะเสม็ดไปดูผมสั่งรื้อกุฏิ บางกะโลเป็นสิบๆหลัง ก็ไม่มีอะไร เพราะผมทำตามหน้าที่ ในพรบ.อุทยาน มาตรา 21 , 22 ให้อำนาจอธิบดีรื้อถอนเช่นกัน หรือในกรณีพรบ.ป่าสงวนฯและรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯก็มีมาตรา 40 ที่ให้อำนาจเหมือนกัน ที่ตอนนี้คณะเสื้อแดงอยู่ที่เมืองจันท์ก็มีอยู่ 100 ไร่ที่ครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิ ที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เอาออกมาอยู่ในแผนที่สีชมพู ผมมีติดตัวมาด้วย ซึ่งผมเอามาจากเขา ครอบครองโดยผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปออกโฉนด ขอออกโฉนด ไปขอออกโฉนดเท่ากับแสดงหลักฐานก็ถูกจับเลยซิ อย่างนี้ไม่ต้องรอให้เหนื่อย มาตรา 40 ประกาศยึดคืนได้ทันที เพราะฉะนั้นผมกำลังเรียนว่า จริงๆแล้ว โดยอำนาจของกรมอุทยานหรือกรมป่าไม้ เมื่อก่อนเป็นกรมเดียว เดี๋ยวนี้แยกเป็น 2 กรม แยกจนจะฉิบหาย เอาป่าสงวน มาตรา 25 อุทยาน มาตรา 21 , 22 พรบ.สงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มาตรา 40 เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ในกรณีเขายายเที่ยงควรจะทำมานานแล้ว แต่คงหมึกหมดมันก็เลยไม่ได้เซ็น ไม่ได้ทำ ตอนนี้อัยการมาเติมหมึกให้ก็เลยมีความกล้าพอที่จะทำอย่างนี้ขึ้นมา เรื่องการให้รื้อถอน มีคำถามว่า เขายายเที่ยงจบหรือยัง ถ้าหยวนๆ ก็จบได้ เพราะรื้อถอนไปแล้ว ตามสไตล์สังคมไทย แต่ถ้าเอาตามตัวบทกฎหมาย ตามธรรมเนียมปฎิบัติ และเพื่อทำให้เป็นตัวอย่างเอาไว้ ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็ทำ วันหน้าก็ต้องทำ ถ้าเราเป็นผู้รักษากฎหมายที่ดี การดำเนินการทางแพ่งต่อ นั้นก็คือ 1. ก็คือต้องเรียกค่าเสียหาย ตามมาตรา 95 พรบ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สดๆ กรมอุทยานเพิ่งร้องราษฎรไปชุดใหญ่เลยที่ปักษ์ใต้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดนเรียกค่าเสียหายไป 3 ล้านกว่า แล้วเจ้าตัวสารภาพ ก็เดือดร้อนเลย ก็จะเอาตังค์ที่ไหนละ นี่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกร้อน เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิบัติกับชาวบ้านอย่างนี้ ณ วินาทีนี้ก็คงเลี่ยงปฏิบัติไม่ได้ในกรณีนี้ 21 ไร่ 26 ไร่ก็คูณไปว่าไร่ละแสนห้าเป็นเท่าไร ข้อ 2 การรื้อถอน ข้าราชการเป็นคนรื้อก็ได้ แล้วไปเก็บเงินว่าเท่าไร และสองให้ผู้ที่บุกรุกหรือถือครองโดยมิชอบเป็นคนรื้อก็ได้ แต่ถ้าข้าราชการรื้อมีปัญหา ต้องไปสำรวจ ทำแผน ตั้งงบประมาณ ก็ไม่ต้องรื้อกันหรอกครับเสียเวลา ถ้าให้ผู้ที่ถือครองโดยมิชอบเป็นผู้รื้อจะเร็ว วันนี้ก็ทราบว่าเมื่อคืนมีการรื้อถอนซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฎว่า มีพวกปากหอยปากปู ออกมาวิจารณ์ว่าที่รีบรื้อกลัวเห็นอะไร สำหรับผมไม่อยากเห็นหรอก อยากเห็นไม่มีบ้าน แต่บางคนอยากเห็น ผมก็ด้วยความโง่ถามเขาว่าคุณอยากเห็นอะไรในบ้านเขา เมื่อเขารื้อแล้วก็ให้เขารื้อไปซิ เขาบอกว่าอยากรู้ว่าไม้ที่สร้างยี่ห้ออะไร เอามาจากไหน อย่างไร เป็นใจผมจะไม่ปิดบ้านรื้อ เปิดบ้านรื้อไหนๆ ก็มาถึงแค่นี้แล้ว แสดงความบริสุทธิ์ ก็เราไม่มีเจตนาอะไรเลย ก็แสดงความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ทำให้มันจบ - กรณีเขาสอยดาว ไหนๆ พูดแล้ว ก็ขอถือโอกาสนี้พูดในฐานะอดีตเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ อยากฝากความไปถึงท่านผู้เป็นเจ้าของเขาสอยดาวคนหนึ่งคือคุณชาตรี โสภณพานิช ซึ่งรู้จักกับผมระดับห่างๆ ซึ่งเคยได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้เมื่อคดีเกิดขึ้นใหม่ๆ จริงๆ คดีนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ เพราะผมเป็นคนสั่งคดีเอง โดยมอบให้คุณสมชัย เปลี่ยนสถาพร กับเจ้าหน้าที่คุณสุนทรดำเนินการ คุณชาตรีติดต่อมาที่ผมได้พูดกับผมบอกว่า ถ้ามันผิดก็ไม่รู้จริงๆ ท่านเป็นผู้มีเกียรติ มีอายุมากแล้ว มีฐานะ ไม่ประสงค์ไปครอบครองตรงนี้หรอก เพราะฉะนั้นท่านอธิบดีบอกผมเถอะว่า มันตรงไหน ผมพร้อมจะคืน ผมย้ำนะได้พูดกับผม ไม่ใช่สองต่อสอง เพราะว่ามีโทรศัพท์ในห้องผมในเรื่องงานมันจะดังเลย วันนี้ท่านคืนเถอะ ในส่วนร้อยไร่ที่ท่านไปครอบครองไว้โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ และมันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแน่นอน ส่วนที่เป็นโฉนด นส. 3 ไม่เป็นไร ท่านสามารถที่จะต่อสู้ อาจจะในชั้นศาล หรือกับกรมที่ดินว่า ท่านได้มาอย่างไร เพราะเอกสารสิทธิเหล่านั้น ณ วันนี้เป็นเอกสารสิทธิที่ชอบโดยกฎหมาย จนกว่ามันจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมจะไม่พูดถึง ไม่ไปล้วงล้ำที่ท่านไม่มีเอกสารสิทธิเลยที่ท่านครอบครองไว้ในขณะนี้ และอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแน่นอน ซึ่งท่านก็รู้ คืนเถอะครับ เชื่อผม ปรารถนาดี เพราะยิ่งนานวัน ดูอย่างกรณีเรื่องเขายายเที่ยงเถอะครับ ท่านจะไม่เหลืออะไร อย่าโกรธผมที่ผมพูดอย่างนี้ ผมหวังดี และผมก็ไม่ได้กล่าวหาท่าน เพราะมันเป็นความจริง และเป็นหน้าที่ผมในอดีต ข้อ 2 บริเวณนั้นมีลำธารไหลลงมา จากเขาสอยดาวเหนือและเขาสอยดาวใต้ ซึ่งน้ำเหล่านั้นไหลมันลงไปใช้ในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งในจังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง ในหน้าแล้งก็แล้งมาก และเป็นจังหวัดที่ปลูกผลไม้ ซึ่งในช่วงที่ออกลูกให้ผลที่มักเป็นหน้าแล้ง ท่านต้องทำด่วนเลยว่า จะทำอย่างไรจะให้ปริมาณน้ำที่ท่านไปทำเขื่อนกั้นเอาไว้ ผมจะไม่พูดว่าการที่ไปทำเขื่อนกั้นเอาไว้ผิดหรือถูก เพราะมันผิดมันผิดแน่ เพราะไปปิดกั้นลำน้ำโดยไม่ได้มีการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงลำน้ำ แต่ชั่งมันเถอะ ผมจะพูดเรื่องเดียวเพื่อสังคม ไปคิดด่วน ท่านจะต้องไปทำประตูน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งท่านจะต้องเปิดให้ไหลตามธรรมชาติ เพื่อให้ผู้คนได้ใช้ อยากให้ท่านทำ เพื่อแสดงความเป็นผู้ใหญ่ของแผ่นดิน นึกถึงคนยากคนจน ข้อ 3 อย่างน้อยก็มีจุดๆ หนึ่ง ซึ่งคนแถวนั้นเขาห่วงแหน และเขาก็ไปเที่ยวคือตัวน้ำตก ณ วันนี้ท่านมีโฉนด 2 ฉบับ ซึ่งผมก็จะไม่พูดอีกว่าโฉนดท่านได้มาถูกหรือไม่ถูก ท่านมีสิทธิไปสู้ แต่ข้อมูลของผมน่าจะไม่ถูก เพราะไปออกทับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทับเขตป่าสงวน ทับเขตป่าไม้ถาวร แต่ท่านไปสู้ แพ้ ชนะ เป็นเรื่องของท่าน แต่เรื่องนี้ความผิดของท่านน่าจะไม่มี เพราะว่าท่านไปซื้อมามันเป็นโฉนดอยู่แล้ว แต่ว่าสำคัญโฉนด 2 อันนี้ มันแซนวิชน้ำตกอยู่ ในเมื่อท่านครอบครองทั้งข้างบน และข้างล่าง ท่านต้องนึกว่าชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวอยากไปน้ำตกไปไม่ได้ แล้วทำยังไง ผมขอแนะนำให้ท่านเปิดทางให้ประชาชนทั่วไป ไปเที่ยว ไปเล่น ไปเห็นน้ำตกอันนี้ แม้ไม่ใหญ่โต แต่มันก็ไม่มีที่อื่น ประเทศไทยมีน้ำตกน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับต่างชาติ มันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนไทย ท่านต้องเปิดโอกาส ต้องให้เขา ท่านทำซะเถอะ แต่ท่านไปแซนวิชอยู่ขณะนี้ จนใครเข้าไม่ได้ ประเดี๋ยวเสื้อแดงตั้งชื้อน้ำตกขึ้นมาจะยุ่งนะ ผมขอเรียนฝากไปถึงท่านชาตรี ผมเตือนและแนะนำด้วยความหวังดี ไม่มีอะไรประสงค์ร้าย ไม่อยากจะให้มันรุกลามไปมากกว่านี้ และอยากจะให้ท่านทำ เพื่อให้เป็นมาตรฐานด้วย และเพื่อส่วนรวมด้วย
จาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ต้องสรุปได้ประเด็นชัดเจน ต้องถามอาจารย์ธีระต่อไป กรณีเขายายเที่ยง 2 มาตรฐานไหม และกรณีนี้สะท้อนอะไร เราจะเทียบเคียงกับกรณีอื่น หรือเรื่องนี้จะโยงไปถึงเรื่องใหญ่กว่านี้อะไรได้บ้าง
ธีระ สุธีวรางกูร “ระบบสองมาตรฐานหรือการเลือกปฏิบัติ มันปรากฏตั้งแต่อยู่ในชั้นในบทบัญญัติตัวรัฐธรรมนูญ สังเกตให้ดี และท่านต้องสังเกตให้ยาวไปถึงว่าใครคือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสองมาตรฐานไม่ได้ปรากฏแค่ในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มันปรากฏอยู่ในเรื่องของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย…”
ขอโยงนิดหนึ่งตอนที่ผมสอนหนังสืออยู่ที่รังสิต มีโทรศัพท์เข้ามาพอฟังเสียงเป็นท่านจาตุรนต์ ผมก็คิดว่าคงมีรายการต้องให้ผมมาพูดคุยกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นติดต่อโทรศัพท์กับท่านจาตุรนต์ก็คิดอยู่ 2 ตลบ ถ้าให้มีการอภิปรายจริงๆ ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ผมควรจะต้องรับคำเชิญหรือไม่ ผลก็คือเมื่อวันที่ 10 ธันวาฯ วันรัฐธรรมนูญ ผมคุยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ผมไม่ภาคภูมิใจ ก็มีรายการคลื่นวิทยุ ซึ่งทุกคนก็ทราบดี นำผมไปด่า 3 รายการ ด่าเรียบร้อย ด่าว่าเป็นนักวิชาเกินบ้าง เป็นนักวิชาการรับใช้บ้าง อย่างนั้นอย่างนี้ มั่วสุมคนนั้นคนนี้ประมาณอย่างนั้น ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ผมควรจะเซฟตัวเองดีหรือเปล่า แต่ว่าความจริงการเซฟตัวเองหรือไม่เซฟตัวเองมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งมันจะมีความสำคัญน้อยกว่า ที่เราจะต้องทำเรื่องที่มันควรจะต้องเป็นเรื่องจริงๆ ให้ปรากฏต่อสังคม เมื่อสักครู่คุณจาตุรนต์พูดว่า มันมีความยากลำบากในการเชิญนักวิชาการมาพูดเรื่องบางเรื่อง ทั้งๆที่บางเรื่องมันเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนบางเรื่อง ผมเองพยายามที่จะปฏิเสธหลายเวที เนื่องจากว่า ผมอยู่ในฐานะเหมือนพระที่บวชได้ไม่นาน พรรษายังไม่เยอะ แต่ในเมื่อพระระดับเจ้าอาวาส หรือพระระดับสังฆราช ซึ่งถือเป็นนักวิชาการใหญ่ๆ เวลามีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญๆ ดันไม่ยอมมาพูดด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องเป็นหน้าที่ของพระนวกะอย่างนี้แหละที่ต้องออกมาพูดให้ท่านฟังว่า จริงๆ มันมีเรื่องราวที่มันต้องสนใจ อย่างไร นั่นคือเหตุผลที่ต้องมาพูดในวันนี้ เพราะต้องการให้ท่านเห็นว่า เรื่องนี้มันสะท้อนปัญหาอย่างไรบ้าง เมื่อกี้ท่านปลอดประสพพูดว่าท่านเป็นนักการเมือง แต่อยากจะพูดในฐานะนักวิชาการ ผมเองเป็นนักวิชาการมืออาชีพ แต่ขออนุญาตพูดเป็นนักการเมืองบ้าง จะได้พาดพิงได้สนุกหน่อย เรื่อง 2 มาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย จริงๆ ที่ท่านปลอดประสพพูดว่า จริงๆ เรื่องเขายายเที่ยงเป็นเรื่องสะท้อนได้อย่างหนึ่ง ผมขออนุญาตย้ำตรงนี้ว่า ปัญหาเรื่องเขายายเที่ยงความจริงเป็นอาการของโรค ซึ่งสะท้อนหรือเป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงสาเหตุใหญ่ๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นในสังคมไทย เรื่องเขายายเที่ยงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมายเลย ซึ่งการกระทำความผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตคนหนึ่ง กับคนไม่ใหญ่ไม่โตคนหนึ่ง จะถูกปฏิบัติในลักษณะที่ไม่เหมือนกัน คนใหญ่คนโตทำผิดกฎหมายก็อาจไม่ต้องรับโทษ หรือแม้จะต้องรับโทษ กว่ากระบวนการจะนำตัวมารับโทษต้องใช้เวลานานหน่อย แต่สิ่งที่ผมต้องการพูดมากไปกว่าเขายายเที่ยง คือผลของ 2 มาตรฐานในสังคมไทยมันเกิดอะไรขึ้นมา นั่นคือปัญหาเชิงโครงการของระบบ 2 มาตรฐานในสังคมไทย ซึ่งระบบ 2 มาตรฐานในประเทศไทย ถ้าพูดแบบชาวบ้านหรือพูดอย่างภาษาธรรมดาของคนสามัญนั้นก็คือ มันเป็นระบบซึ่งจัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันที่มันแตกต่างกันออกไป จริงๆ หลักความเสมอภาคเขายืนยันว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน และข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ก็ต้องปฏิบัติให้แตกต่างกัน แต่หลักความไม่เสมอภาค หรือหลักสองมาตรฐาน ก็คือ เอาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติให้แตกต่างกันออกไป คนหนึ่งปฏิบัติถ้าเป็นคนใหญ่คนโตไม่ผิด คนหนึ่งทำอย่างเดียวกันขณะเดียวกันถ้าเป็นคนเล็กผิด ลักษณะอย่างนี้ ระบบสองมาตรฐานอย่างนี้ที่ปรากฏในสังคมไทย ผมขออนุญาตยืนยันบางส่วน และบางส่วนตั้งข้อสงสัยกับมัน นั่นคือ หนึ่ง ตั้งแต่โครงสร้างบทบัญญัติของกฎหมาย ผมพูดตรงนี้เล็กน้อย เพื่อนำสู่ปัญหาใหญ่ๆ ที่จะพูดต่อไปในช่วงหลังก็คือว่า ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างกฎหมายของสังคมไทย ถ้าท่านลืมไปแล้ว หรือไม่สนใจที่จะทำต่อ นั่นคือระบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 309 นั่นคือการรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. คำสั่ง คปค.หรือแม้กระทั่งการปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้า คปค. ท่านลองย้อนดู ผมเอาเรื่องนี้ไปสอนนักศึกษาในชั้นปริญญาเอก ปริญญาโท หลายครั้ง กฎหมายประเภทหนึ่งที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัติไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว 30 ปีที่แล้ว หรือออกวันนี้ หรือจะออกต่อไป กฎหมายประเภทนี้จะถูกตรวจสอบด้วยความชอบของรัฐธรรมนูญไปตลอด แต่มีกฎหมายประเภทหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า ประกาศ คปค. ตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้ ผมพูดตรงนี้อาจจะมีอาจารย์บางท่านตั้งข้อสงสัยว่า อาจารย์ธีระพูดผิดหรือเปล่า ประกาศคปค.ตรวจสอบไม่ได้ยังไง เนื่องจากมันเคยมีคดีไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จากการส่งของศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่า ประกาศฉบับที่ 30 เรื่องการตั้ง คตส.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็รับวินิจฉัยและก็วินิจฉัยว่า มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ไม่ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบหรือ อาจารย์ธีระไม่พูดผิดหรือ ผมยืนยันที่ผมพูด ไม่ผิด เพราะเมื่อมีการรับรองว่า ให้ประกาศ คปค.มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้มีกระบวนการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถจะชี้ว่ามันชอบได้ ถึงแม้เนื้อหามันจะไม่ชอบ ถามว่าทำไมชี้ไม่ได้ ก็เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มันเขียนไว้แล้วว่าให้มันชอบ ถ้าศาลชี้ว่าไม่ชอบก็แสดงว่าศาลใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ถูกถอดถอน ข้อเท็จจริงตรงนี้มันก็ลักษณะเดียวกัน เวลามาบอกว่า การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองห้ามให้ตรวจสอบ ศาลปกครองบอกว่ามีอำนาจตรวจสอบทำได้ไหม ก็ไม่ได้ รัฐธรรมนูญห้าม เพราะฉะนั้นตรงนี้นี่เอง ที่มันเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าอย่างน้อยปัญหาโครงสร้างในบทบัญญัติของกฎหมายในชั้นของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มันก็เป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เสมอภาคในการกำหนดสิ่งที่ต้องถูกตรวจสอบ ผมขอเพิ่มตรงนี้นิดหนึ่ง เพราะหลายท่านยังอาจจะยังไม่ทราบ ท่านจำเรื่องกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน เคยได้ยินข่าวไหมเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ที่มีปัญหาว่าวุฒิสภาลงมติ ถ้าจำไม่ได้ผิดก็ประมาณ 70 ต่อ 53-54 เสียงว่ากฎหมายฉบับนี้ให้ผ่าน 70 ไม่ให้ผ่าน 53 แต่ทีนี้เรื่องของเรื่องอยู่ตรงที่ว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดเป็นการทั่วไปว่าคะแนนเสียงให้ผ่านกฎมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของวุฒิสภา นั้นคือ 75 เสียงขึ้นไป มันเลยมีปัญหาว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกคว่ำหรือยัง หลังจากวุฒิสภามีมติ 70 ต่อ 53 ตัวเลขเป็นประมาณอย่างนี้ ตัวเลขไม่ถึง 75 ก็มีคนพูดว่า สภาสูงคว่ำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน อีกหนึ่งวันคุณหญิงจารุวรรณได้ทำบันทึกด่วนที่สุดไปยังวุฒิสภาเพื่อจะบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาไปแล้วนะ ท่านจำได้ไหม ถามว่าทำไมถึงผ่าน เนื่องจากว่า คะแนนเสียงที่ให้ผ่านกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติทั่วไป ถึงแม้จะต้องเกินกว่า 75 ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินมันตกอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 302 (5) คือมีการยกเว้น นั่นก็คือเสียงจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2-3 กฎหมาย แทนที่จะนับคะแนนเสียงให้ผ่าน ดันให้ไปนับคะแนนเสียงไม่ให้ผ่าน ถ้าใครมีรัฐธรรมนูญดูมาตรา 302 (5) พูดง่ายๆ ก็คือว่าปกติเราเห็นว่า คะแนนเสียงให้ผ่านกฎหมายต้องมีคะแนนเสียงให้ผ่านเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าคะแนนเสียงไม่ผ่านเกินกึ่งหนึ่งกฎหมายฉบันนั้นก็ตกไป กรณีอย่างนี้ ยกตัวอย่าง สมาชิกวุฒิสภามาประชุม 120 คน เขาก็ประชุม ใน 120 คน คะแนนเสียงให้ผ่าน 70 เสียง คะแนนเสียงไม่ให้ผ่าน 50 เสียง ถ้าว่าตามรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติทั่วไป เกี่ยวกับให้ผ่านกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนี้จะต้องไม่ผ่าน เนื่องจากคะแนนให้ผ่านไม่ถึง 75 เสียง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ก็คือว่าต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ว่าด้วยบทบัญญัติ มาตรา 302 (5) ของรัฐธรรมนูญ เขาไม่ใช่ไปนับคะแนนเสียงให้ผ่าน เขานับคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านเป็นหลักในการผ่านกฎหมายประเภทนี้ นั่นก็หมายความว่า ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ถ้าหากว่าวุฒิสภามาประชุม 120 คน แล้ว 70 คนโหวตว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ควรจะผ่าน อีก 50 คนบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ควรจะผ่าน ท่านคิดว่าผลจะเป็นยังไง ถ้าท่านดูตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 302 (5) แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านแล้วนะครับ เพราะถึงแม้คะแนนไม่ให้ผ่านถึง 70 เสียง คะแนนเสียงให้ผ่านจะมีอยู่ 50 เสียง แต่ถึงแม้คะแนนเสียงไม่ให้ผ่านมันไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 75 มันก็ผ่าน ถ้าใครยังไม่เห็นข้อเท็จจริงตรงนี้ ลองไปดู และท่านจะเห็นได้เลยว่า ผมตรวจสอบดูแล้วไม่มีระบบการผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่เขียนเอาไว้อย่างนี้เลย คำถามก็คือ ทำไมหลักการปฏิบัติ หลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกฎหมาย ทำไมกฎหมายทั่วไปเวลานับคะแนนเสียงให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เอาคะแนนเสียงให้ผ่าน ทำไมกฎหมายประเภทหนึ่ง 2 – 3 ฉบับ นับให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เอาคะแนนเสียงไม่ให้ผ่าน แต่ท่านลองคิดต่อไป มาตรา 302 มันบังคับใช้กับกฎหมายอะไรบ้าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมาย ป.ป.ช. พระราชบัญญัติด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาหรือศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และถ้าท่านมองลงไปให้ลึกทีละชั้นๆ ท่านจะเห็นอะไรบางอย่างว่า เป็นกฎหมายซึ่งให้อำนาจให้ดาบกับองค์กรบางองค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงก่อนการรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งหลังการรัฐประหาร ท่านต่อไปเรื่อยๆ ซิครับแล้วท่านจะเห็น ผมไม่เสียเวลาพูดตรงนี้ เพราะชั้นนี้เบื้องแรกเลยก็คือว่า หลักความไม่เสมอภาคอย่างน้อยมันปรากฏอยู่ในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญเอง มาตรา 309 เป็นตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุด มาตรา 302 (5)คลาสสิกรองลงมา คงยังไม่พูดถึงเรื่องนี้
จาตุรนต์ ฉายแสง ถามนิดหนึ่งใครคือผู้ที่เสนอกฎหมายเรื่องนี้
ธีระ สุธีวรางกูร เข้าใจว่า สำนักงานตรวจเงินเป็นผู้เสนอ แต่ตรงนั้นไม่ว่าใครเสนอยังไง ตรงนี้ เอาเป็นว่าระบบกฎหมายไม่ผ่านหรือให้ผ่าน ในวาระเริ่มแรกมันผ่านจากตรงนี้ มันเกิดจากมาตรา 302 (5) ลองไปเช็ครายละเอียดอีกทีหนึ่ง แต่นั่นเป็นมาตรา เรื่องอื่นที่เราคุยกันว่าผู้เสนอกฎหมายเป็นใคร แต่ที่สำคัญคือ คนที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ในชั้นเริ่มแรกเป็นองค์กรซึ่งถูกรับรอง อย่าง ป.ป.ช.ก็ดี สตง.ก็ดี ตรงนี้ผมพักไว้ก่อน แต่สรุปก็คือว่า ระบบสองมาตรฐานหรือการเลือกปฏิบัติ มันปรากฏตั้งแต่อยู่ในชั้นในบทบัญญัติตัวรัฐธรรมนูญ สังเกตให้ดี และท่านต้องสังเกตให้ยาวไปถึงว่าใครคือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสองมาตรฐานไม่ได้ปรากฏแค่ในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มันปรากฏอยู่ในเรื่องของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผมแยกออกมาง่ายๆ พูดในลักษณะนักการเมือง กองทัพอีกแหละ วันนี้คนมันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ และคน 2 กลุ่มใหญ่ๆ ต่างใช้เสรีภาพในการชุมนุม ในลักษณะพอๆ กัน แต่ในบทบาทของกองทัพทำไมการชุมนุมของคนกลุ่มหนึ่งกองทัพจะกระวีกระวาดในการเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มกำลังเลย โฆษกของกองทัพเองก็ออกมาพูดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การชุมนุมของคนอีกกลุ่มหนึ่งกองทัพกลับไม่ทำอะไร หรือแม้จะทำก็ทำอย่างเสียไม่ได้ แล้วพอมีการทำไปแล้วโดยองค์กรอื่น ก็ออกมานั่งพูดว่า ท่านลาออกเถอะ ท่านอย่าอยู่เลย เป็นผมก็ไม่อยู่ นี้คือบทบาทของกองทัพในการบังคับใช้กฎหมาย มันเป็นปัญหามากเลย ตรงที่ว่ากองทัพเองถ้าเปรียบเสมือนว่า เป็นกลไกหนึ่งของรัฐ ผมก็ไม่แน่ใจว่ากองทัพจะรู้หน้าที่ของตัวเองหรือไม่ว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ากองทัพเป็นเบรกไม่ว่าคนที่จะมาแตะเบรกใส่เสื้อสีอะไรก็ต้องหยุด นี้คือการทำงานอย่างมืออาชีพ คนขับรถจะเป็นใคร ถ้าคนขับรถคนนั้นใส่เสื้อสีนั้น ใส่สีนี้ อยู่กลุ่มนั้น อยู่กลุ่มนี้ แตะเบรคเมื่อไรเครื่องต้องหยุด เมื่อไรปล่อยเบรกเครื่องก็ทำงานต่อไป แต่การทำงานของกองทัพเสมือนกับว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบรคหรือเป็นคันเร่ง พอคนนี้มาเหยียบขออนุญาตเป็นเบรก พออีกคนหนึ่งมาแตะขออนุญาตเป็นคันเร่ง มันเลยเกิดการสับสนในกรณีการทำงานของกองทัพว่า ตกลงกองทัพจะทำหน้าที่อะไรกันแน่ หรือการทำหน้าที่ของกองทัพไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมาย แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คนที่จะไปควบคุมดูแลคือใคร อยู่สีอะไร ยังไงหรือแบบไหน นี้มันเป็นฟังก์ชั่นตัวปัญหาของรัฐแล้วนะ ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ อย่าหวังหาความมีมาตรฐานจากการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ นอกจากกองทัพ ป.ป.ช.เองก็เหมือน ผมตั้งข้อสงสัยเหลือเกินว่า เวลาหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาพิจารณา เวลามีการร้องเรียน ทำไมหยิบมาเร็วมาก เสร็จแล้วตั้งอนุกรรมการสอบสวนเรียบร้อย วินิจฉัยภายในระยะเวลาไม่เท่าไร แต่เรื่องบางเรื่องมันช้าเสียจนแทบจะไม่เป็นข่าว เรื่องซึ่งควรจะเป็นข่าว ถ้าเทียบกับมาตรฐานเดียวกันเรื่องเดียวกัน ว่ากลุ่มนี้ทำข่าวจะออกมาแล้ว อย่างนี้ก็ไม่ได้ อย่างนี้ทำได้ยังไง และอีกกลุ่มถูกดำเนินคดีเรื่องเงียบ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่อง สตง.มีคดีอยู่ที่ ป.ป.ช.เงียบ ไม่รู้ว่าขั้นตอนไปถึงไหน อาจจะมีการแถลงข่าวบ้างประปราย แต่อย่าลืมดุลพินิจการบังคับใช้กฎหมายหรือบังคับใช้กฎหมายให้เรื่องดำเนินการไปอย่างเสมอเหมือนกัน ถูกแตะเบรคโดยเรื่องบางเรื่อง หรือถูกเร่งขึ้นโดยมีลักษณะเรื่องบางเรื่อง อันนี้ผมตั้งข้อสงสัยเรื่อง ป.ป.ช. นอกจากเรื่องป.ป.ช. ผมไปที่กกต. และผมก็ไม่พูดอะไรมากผมกำลังรอดูว่า คดีเรื่องเงินบริจาคพรรคการเมือง 258 ล้านของพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจะออกมายังไง ผมไม่พูดถึงเรื่องปัญหาทางเทคนิคที่บอกว่าเรื่องแรกเสนอไปที่ไปที่ประชุมเสนอ กกต.ชุดใหญ่ตั้งอนุกรรมการ แล้วอุนกรรมการทำเรื่องเรียบร้อยชงมาเรื่องเรียบร้อย ตั้งประเด็นมา ย้อนกลับไปใหม่ไปหาประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้วไปตั้งอนุกรรมการขึ้นมาอีก จะเสร็จยังไงไม่รู้ นั่นเป็นปัญหาทางเทคนิคที่สะท้อนอะไรบางอย่าง แต่ที่ผมต้องการจะพูดก็คือว่า ตัวเนื้อหาของคดีพอสะท้อนออกมาแล้ว อาจจะรอไปเทียบกับเรื่องอื่นดูว่าในที่สุดจะมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่เลือกปฏิบัติ บนพื้นฐานที่มีข้อเท็จจริงที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน หรือคล้ายๆ กัน นี้คือเรื่อง กกต. เรื่องสุดท้ายที่จะพูดการบังคับใช้กฎหมาย คือเรื่องการทำหน้าที่ของอัยการ สิ่งที่ท่านไม่ควรจะลืมคือ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นข้อหาหนึ่งที่นำมาใช้ค่อนข้างมาก ทั้งวัตถุประสงค์ที่มันสอดรับกับตัวบัญญัติของกฎหมายจริงๆ หรือมีวัตถุประสงค์อย่างอื่น ซึ่งเพื่อทำลายล้างทางการเมือง แต่วันนี้คนกลุ่มหนึ่งถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีการเร่งการดำเนินคดี อัยกาสั่งฟ้องไปที่ศาลเรียบร้อย แต่คดีทำนองเดียวกัน เรื่องเดียวกัน สำหรับคนบางกลุ่ม หรือคนบางคนอัยการสั่งไม่ฟ้อง เหตุที่สั่งไม่ฟ้องเพราะอะไร เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำถามก็คือว่า ทำไมการดำเนินคดีอย่างนี้กับคนกลุ่มหนึ่งมันควรจะทำ ขณะที่การดำเนินคดีกับคนอีกกลุ่มหนึ่งในข้อหาเดียวกัน มันไม่ควรจะทำ เนื่องจากว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เอาเกณฑ์ไหนมาวัดว่าวินิจฉัยว่าเรื่องกลุ่มนี้ต้องทำ เพราะเรื่องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เรื่องกับคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องทำ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างคราวๆ ให้ท่านเห็นถึงเรื่องสิ่งที่มันสะท้อนให้เราเห็น หรือสะท้อนให้เราทราบถึงข้อที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือเรื่องของภาษาของหัวข้อก็คือ เรื่องของสองมาตรฐาน นอกจากการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายบริหารแล้ว ดูการวินิจฉัยคดีของอัยการ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่วินิจฉัยประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมันมีเนื้อหาที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ คราวนี้ผมขอพูดในฐานะนักวิชาการ เพื่อป้องกันการละเมิดอำนาจรัฐ เป็นคำวินิจฉัยซึ่งมีเหตุผลรองรับน้อยมาก ประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ซึ่งเราพยายามพูดกันมาตั้งแต่ต้นว่าจริงๆ มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักความเสมอภาค เนื่องจากประกาศคปค.ฉบับนี้กำหนดผู้ที่ตกอยู่ภายใต้บังคับไว้สำหรับคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง หรือคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งโดยผลของการรัฐประหารเท่านั้น พูดในทางเทคนิคกฎหมาย กฎหมายที่มีลักษณะทั่วไปที่ไม่ได้บังคับกับคนใดคนหนึ่ง มันจะต้องกำหนดคนที่ถูกบังคับใช้เอาไว้เป็นประเภท หมายความว่ายังไง หมายความว่าคนๆนั้นคุณระบุตัวคนเจาะจงไม่ได้ว่าเป็นนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง.และจำนวนคนก็จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วันนี้อาจจะมี 10 คน ถ้าข้อเท็จจริงมันเปลี่ยนอาจจะมีบุคคลที่ตกอยู่ในบังคับ 20 คน 30 คน หรืออาจจะลดมา 5 คน 4 คน ก็ได้ แต่ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เมื่อกำหนดเอาไว้บุคคลที่ตกอยู่ภายใต้บังคับที่ต้องถูกตรวจสอบ คือคณะรัฐมนตรีซึ่งพ้นตำแหน่งไปในการรัฐประหาร มันระบุตัวคนได้ไหมถึงนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. และจำนวนตัวบุคคลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ยกเว้นตายอย่างเดียว ไม่มีการเพิ่มขึ้นไม่มีการลดลง กฎหมายลักษณะอย่างนี้ที่เราเรียกกฎหมายที่ไม่มีลักษณะทั่วไป ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่ามันไม่ขัดในทางเนื้อหา และเหตุผลที่มันไม่ขัด นอกจากพูดแล้วยังเอามาตรา 309 มารับรองว่าเราวินิจฉัยไม่ได้ เพราะมาตรา 309 บอกว่าพวกนี้ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เอาละเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างนี้ไปแล้ว โดยผลของมาตรา 309 ซึ่งมันมีพื้นฐานที่ไม่ยอมรับหลักความเสมอภาคแล้ว เมื่อศาลวินิจฉัย ผลการวินิจฉัยก็สะท้อนหลักความไม่เสมอภาค ที่ได้รับการรับรองด้วยศาลด้วย นี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดกันโดยสรุปนอกจากเรื่องเขายายเที่ยง ที่เป็นอาการเบื้องต้น หรืออาการทั่วไป หลักความไม่เสมอภาค หลัก 2 มาตรฐาน หรือหลักการเลือกปฏิบัติ วันนี้มันสะท้อนอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มันสะท้อนอยู่ทั้งในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย หรือกระบวนการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และมันสะท้อนอยู่ในคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเอารัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยคดี คำถามต่อไปคือว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ที่รัฐธรรมนูญมันสะท้อนหลักการความไม่เสมอภาคเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ที่องค์กรที่สำคัญของประเทศอย่าง กองทัพก็ดี ปปช.ก็ดี กกต.ก็ดี อย่างอัยการก็ดี วันนี้กำลังทำอะไรบางอย่างซึ่งมันหมิ่นเหม่ ต่อการสะท้อนให้เห็นหลักการความไม่เสมอภาค ศาลเองแทนที่จะเยียวยาให้หลักความเสมอภาค ความไม่เสมอภาคที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญให้มันหายไป ศาลกลับรับรองตัวนั้นอีก มันเกิดอะไรขึ้น เหตุมาจากอะไร ผมมีบทสรุปง่ายๆเลยในชั้นนี้ เพราะวันนี้เราอยู่ระหว่างการต่อสู้ของคน 2 กลุ่ม คนกลุ่มหนึ่งกำลังอยู่ในฐานะทำลายล้างทางการเมืองกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง และเมื่อต้องการทำลายล้างทางการเมืองกันให้ราพณาสูร การทำลายล้างอย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าทุกอย่างดำเนินไปตามหลักความเสมอภาค กระบวนการการทำลายล้างทางการเมืองจะไม่มีประสิทธิภาพเลย ถ้าทุกอย่างดำเนินการไปบนพื้นฐานไม่เลือกปฏิบัติ เพราะตัวเองก็จะโดนด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ เมื่อเป้าหมาย คือ การทำลายล้างทางการเมือง และมีกระทำการอย่างนี้มาก่อนการรัฐประหาร ระหว่างที่มีการรัฐประหาร หลังจากการทำรัฐประหาร และแม้กระทั่งมาถึงตอนนี้แล้ว จะเหนียมไปทำไมว่าอย่าทำอย่างนั้นเลยเดี๋ยวคนจะตำหนิได้ว่านี่มันขัดกับหลักความเสมอภาค จะเหนียมทำไม ก็คนร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลรัฐธรรมนูญในนั้นแท้ๆ ยังอุตส่าห์ร่างรัฐธรรมนูญสะท้อนหลักความไม่เสมอภาคเอาไว้ และองค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมาย ผู้ใช้รัฐธรรมนูญ เขาจะเหนียมต่อเหรอ เขาก็ไม่เหนียม ก็ระดับสังฆราชเขายังไม่เหนียม เจ้าอาวาสเขายังไม่เหนียม ระดับเณร จะเหนียมไปทำไม ฉะนั้นหลักความไม่เสมอภาควันนี้มันมีสาเหต หรือมีเหตุผลอย่างเดียวคือว่าที่มันมีการยอมรับหลักการไม่เสมอภาคในประเทศให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะมันต้องการให้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ท่านปลอดประสพอาจจะเห็นภาพหลังการเลือกทั่วไป อาจจะโดนอีกเรื่องการยุบพรรค เมื่อเหตุผลที่ผมสรุปว่ามันเกิดจากตรงนี้ ว่ามันเกิดมาจากการทำลายล้างทางการเมือง คำถามที่ต้องถามต่อไปคือว่าเมื่อหลักการความไม่เสมอภาคมันปรากฎอยู่ เมื่อเหตุของความไม่เสมอภาคมันเกิดขึ้นมา เนื่องจากการทำลายล้างทางการเมือง ผลจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ผมมีเวลาในรอบนี้ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ เอาเป็นว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นไหม ผลเรื่องนี้เป็นอย่างไร ขออนุญาตพูดในตอนที่ 2
จาตุรนต์ ฉายแสง ครับ อาจารย์ธีระ ก็โยงให้เห็นปัญหาทั้งระบบเลยนะครับ จริงๆจากกรณีเขายายเที่ยงเป็นกรณีเล็กๆ เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องใหญ่คือมันไปอยู่ที่ ตั้งแต่ความคิดที่จะทำลายล้างฝ่ายหนึ่งให้ราบคาบไป แล้วมันไปอยู่ในตัวรัฐธรรมนูญและระบบการบังคับใช้กฎหมายรวมถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ที่อาจารย์ใช้คำว่าไม่ต้องเหนียมต่อไป เพราะว่าในตัวรัฐธรรมนูญ ในมาตราสำคัญๆ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว ใครที่อ่านเป็นก็จะรู้ว่าเขามีเจตนาอย่างไร ผมจะเพิ่มเติมนิดหนึ่งก่อนส่งต่อท่านปลอดประสพ เพื่อไปสู่ประเด็นเรื่องแนวโน้มความรุนแรง ไม่หวังพึ่งกฎหมาย รวมทั้งแนวโน้มที่ฝ่ายที่ต้องการทำลายล้างให้ราพณาสูร เขากำลังทำอะไร หรือทำอะไรกันอยู่ ความรุนแรงจะเกิดจากฝ่ายไหนกันแน่ เป็นเรื่องที่เราต้องพูดกันต่อไป แต่การที่ทั้ง 2 ท่านพูดมา ผมเพิ่มเติมนิดหนึ่งคือว่าในเรื่องของกรณีที่ดินที่เขายายเที่ยง ความเป็น 2 มาตรฐาน เกิดขึ้นหลายขั้นตอน โดยผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยตัวรัฐธรรมนูญ จะว่ามีผลมั้ย ก็จะมีผลอยู่บ้าง ถ้าโยงดีๆอย่างที่อาจารย์ธีระโยงไปแล้ว แต่ที่เห็นชัดคือบทบาทของกรมป่าไม้ หรือกรมเกี่ยวข้องกับป่าสงวนหรือป่าหรือเขตอุทยานก็ตาม ไม่ได้ดำเนินการมาแต่ต้น ทั้งที่มีอำนาจดำเนินการได้ แต่ถ้ากับชาวบ้านก็จะดำเนินการอย่างหนึ่ง เป็น 2 มาตรฐานระหว่างผู้ที่มีฐานะสูงๆ ผู้มีอำนาจบารมี จะได้รับการปฏิบัติอย่างหนึ่ง แต่ผู้ที่เป็นประชาชนตาดำๆทั่วไปก็จะได้รับการปฏิบัติอย่างหนึ่ง นี่ก็มีความชัดเจน พอมาถึงอัยการก็ชัดเจนอีกแบบหนึ่งคือครอบครองเต็มที่ 7 - 8 ปี สร้างบ้านเสร็จแล้ว แต่บอกว่าไม่เจตนา แต่ถ้าชาวบ้านทั่วไปก็เกินกว่าเจตนาไปแล้ว อัยการไม่พูดชัดเจนว่าที่ว่าไม่เจตนาด้วยเหตุผลอะไร หมายถึงเหตุผลของอัยการคืออะไร ซึ่งถ้าปกติคือว่าทำไปโดยไม่รู้สึกนึก ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่แน่ เพราะรู้สำนึกอยู่แล้วว่าเข้าไปครอบครอง สันนิษฐานได้ว่าอัยการคงไปช่วยแก้ต่าง ให้ว่าผู้ที่เข้าไปครอบครองนี้อาจจะไม่รู้กฎหมาย ก็คือไม่ว่าผิดกฎหมาย ไม่รู้ว่าที่ไปซื้อมาจนเข้าไปครอบครองเป็นที่ดินที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีคนวิจารณ์ไปเยอะแล้ว ในการพิจารณาของตำรวจ อัยการ ศาล ไม่สามารถอ้างความไม่รู้กฎหมายได้ นี่ประชาชนทั่วไป แต่อดีตแม่ทัพภาคซึ่งรับผิดชอบการรักษาป่าโดยตรงอ้างว่าไม่รู้ ทั้งข้อเท็จจริงและกฎหมาย ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นการกระทำของอัยการก็เข้าลักษณะ 2 มาตรฐานชัดเจน อันนี้ถ้ามีคนไปร้องปปช. ก็น่าจะสอบอัยการได้ว่า พอมาถึงปปช.ก็มีปัญหาอีกว่าปปช.จะไปสอบอัยการทำไม เพราะปปช.ก็มีปัญหา เนื่องจากว่าในตอนที่มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าท่านจำกันได้คือคุณประสงค์ สุ่นศิริ ได้อภิปรายในขณะที่พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ในขณะนั้นถามว่ามีการครอบครองที่ผิดกฎหมายหรือไม่ มองย้อนกลับไปคือมีแน่นอน ชัดเจน ในขณะนั้นท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่รักษาการตามพ.ร.บ.หลายฉบับ พ.ร.บ.หลายฉบับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ มันขัดแย้งกันโดยตรงกันอยู่แล้ว ถ้าการครอบครองที่ผิด ซึ่งตลอดกระบวนการไม่มีใครว่าไม่ผิด ผิดก็ผิดในขณะนั้นแล้ว ในขณะเป็นนายกฯ มีคนไปร้องปปช.บอกว่าการกระทำผิดนั้นเกิดขึ้นก่อนแล้วในขณะที่เป็นผบ.ทบ.หรือรับราชการอยู่ เลยเวลาจะตรวจสอบไปแล้ว ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นไป เพราะว่าการกระทำผิดนั้นเกิดระหว่างที่ถือว่ามีการกระทำผิดระหว่างที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย ปปช.ไม่ตรวจสอบ นอกจากความไม่มีมาตรฐาน หรือ 2 มาตรฐาน ระหว่างชาวบ้านทั่วไปกับนายกรัฐธรรมนตรี ถ้าเรามองปปช.โยงไปถึงรัฐธรรมนูญอย่างที่อาจารย์ธีระว่า ก็จะเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็น 2 มาตรฐาน ที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรี 2 แบบ คือนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ได้รับการปฏิบัติแบบหนึ่ง และนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ปปช.นี่แหละดำเนินการเรื่องทำครัวออกโทรทัศน์ ก็ดำเนินการจนตลอด ในกฎหมายรายละเอียดว่าอย่างไรก็ตาม แต่ว่าโดยระบบของประเทศนี้เป็นระบบที่จัดการกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้โดยง่าย แค่ทำครัวออกทีวี ระบบนี้สามารถจัดการให้พ้นจากนายกรัฐมนตรีไปได้ ในขณะที่นายกฯที่มาจากการแต่งตั้งหลังการรัฐประหาร กระทำผิดชัดเจน มีการช่วยกันมาโดยตลอดกระบวนการ เรียกได้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นประเด็นที่โยงเรื่อง 2 มาตรฐานกับความไม่เป็นประชาธิปไตย มา กลายมาเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อ 2 มาตรฐานก่อขึ้นกับนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้และความแตกต่างมันทำให้เห็นว่าจริงๆแล้วใครคือผู้กำหนดว่าใครพึงมีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั่นเอง เพราะว่าถ้าพูดตามมาตรฐานนะ ถ้าจะมีมาตรฐาน พล.อ.สุรยุทธ์ ต้องถูกปปช.ดำเนินการ เพราะว่าเรื่องนี้ง่าย ชัดยิ่งกว่ากรณีผู้การตำรวจอุดรธานีที่บอกว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ที่บอกว่าไม่ไปห้ามม็อบ 2 ฝ่ายตีกัน แล้วออกจากราชการไป อันนี้ชัดเจนกว่ากันมาก ตรวจสอบง่ายกว่ากันมาก โต้แย้งง่ายยากต่างกันมาก เห็นได้ชัดเจน สุดท้ายเรื่องนี้ทำไมจึงใหญ่ขึ้นมา แล้วคนบอกว่ามีคนทำผิดกฎหมายป่าไม้ตั้งเยอะแยะทำไมหยิบประเด็นนี้ ที่เขาไปหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะมันไปโยงเข้ากับเรื่องนายกฯแบบหนึ่งผิด นายกฯมาจากอีกแบบหนึ่งทำยังไงก็ไม่ผิด เป็นประเด็นต่อไปที่จะถาม ขอให้ท่านผู้ร่วมอภิปรายได้อภิปราย ก็คือว่าความเป็น 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้น มันทำให้คนจำนวนไม่น้อยหมดหวังกับระบบ มีความรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งกระบวนการยุติธรรมได้ ไม่สามารถพึ่งระบบที่เป็น 2 มาตรฐานอย่างนี้ได้ และกำลังทำให้คนในสังคมไทยกำลังคิดหาทางออก บางส่วนเขาคิดถึงว่าจะมีทางออกหรือไม่ ที่ไม่ต้องพึ่งกฎหมายต่อไป แต่ที่น่าเป็นห่วงมากนั้นคือ ผู้ที่อยู่ฝ่ายจ้องทำลายให้ราพณาสูร เขามีการเตรียมการเป็นระบบกว่านั้นในการปราบปราม ใช้ระบบกฎหมายทุกอย่างแล้ว ระบบกฎหมายที่ถูกบิดเบือนทุกอย่างแล้ว ก็เอาไม่อยู่เสียที ฉะนั้นระหว่างในช่วงหลังๆนี้ กระแสข่าวเรื่องการใช้กำลังปราบปรามจึงมีมากขึ้น การเตรียมการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปรามได้เกิดขึ้นต่อมาระยะหนึ่งแล้ว ท่านจะสังเกตหรือไม่ก็ตาม ทีวีของรัฐบาลเอง มีคนส่งข้อความมาถึงผมทางเว็บไซต์บอกว่าดูทีวีแล้วมีแต่ทีวีของรัฐ จะเรียกว่าเป็นเดือนแล้วมั้ง แทบทุกคืนมีเรื่องประเภทสร้างความชอบธรรมหรือปูทางปราบประชาชน โดยเรื่องทั้งหลายที่เอามาพูดเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทั้งนั้น คดียึดทรัพย์ คดี 7 ตุลาฯ ล่าสุดมีคนส่งมาทางเฟชบุ๊คบอกว่า ดูทีวีของรัฐพูดว่าตำรวจได้มีการทำร้ายประชาชนอย่างบ้าคลั่ง โหมโฆษณาให้ตำรวจต้องผิดไปเลย ทั้งๆที่เขาต้องไปขึ้นศาล อันนี้ทีวีของรัฐทำอย่างนี้ จริงๆทำไม่ได้ มันยิ่งกว่าสมัย 6 ตุลาฯ คุณอุทาร สนิทวงศ์ฯ ออกวิทยุสมัยก่อน เป็นแค่วิทยุ แต่อันนี้ทีวีออกภาพชัดเจน กรณีการยึดทรัพย์ไม่ยึดทรัพย์ อีกหลายเรื่องที่มีการออกโทรทัศน์ของรัฐอย่างต่อเนื่อง ผิดกฎหมายเข้าข่ายละเมิดศาลทั้งนั้น แต่ไม่มีใครห้าม ครั้นมีคนแสดงความเห็น หรือมีการชุมนุมเรื่องอื่นแท้ๆ แต่บอกว่ากำลังกดดันศาล นี่รัฐบาลกำลังพูดอยู่ว่ามีการกดดันศาล ทีนี้ในหลายวันมานี้ ท่านจะเห็นว่ามีข่าว คนมีการพูดกันมากเรื่องรัฐประหาร จนไปถึงขั้นเตรียมต้านรัฐประหารกันแล้ว ถ้าดูจากบรรยากาศการไล่ล่าเสธ.แดง จะเห็นว่ามันไม่ปกติแล้ว ข่าวออกมา 2 วันนี้ สั่งทุกหน่วยทหารออกล่าเสธ.แดง และก็แปลกมาก ต้องถามอาจารย์ธีระว่ามาตรฐานหรือไม่มาตรฐาน เพราะล่าสุดศาลบอกว่าให้ออกได้แค่หมายเรียก ซึ่งหมายความว่าที่ทำไปโครมๆ มันก็ไม่ถูกกฎหมาย ศาลบอกให้ออกหมายเรียก แต่คุณสั่งใช้กำลังไล่ล่าไปเลย วันนี้ถ้าดูจากข่าวผบ.ทบ.บอกว่าไม่ทราบเรื่อง เชื่อว่ายังไม่มีการให้ทหารไล่ล่า แล้วมันเป็นข่าว 2 วันได้อย่างไรว่าให้ทหารไล่ล่า และระหว่างนั้นก็ดูเหมือนจะเสนอข่าวไปทางเดียวกัน เหมือนกับว่าเป็นความชอบธรรม ถูกกฎหมายด้วยประการทั้งปวง ที่กองทัพจะไปไล่ล่าเสธ.แดง ผมไม่ได้มาพูดเพื่อช่วยเสธ.แดงนะ เพราะบางทีเสธ.แดงพูดเอง อ้างเองว่าเดี๋ยวจะเกิดความรุนแรง อ้างไปอ้างมา จนคนรู้สึกว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเตรียมใช้ความรุนแรง ซึ่งความจริงควรปฏิเสธแนวทางการใช้ความรุนแรง ผมเองพยายามพูดเรื่องนี้อยู่ว่าผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องปฏิเสธ ถ้าใครมาบอกว่ามีนักรบเสื้อดำแล้ว ต้องบอกว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด ใครมาบอกว่าเตรียมกำลังไว้แล้ว เตรียมรบ เตรียมสู้ ไม่เอาด้วยเด็ดขาด เฉพาะเรื่องที่หน่วยกองทัพไล่ล่าเสธ.แดง ผมเพียงแต่ยกขึ้นมา เมื่อผบ.ทบ.บอกไม่จริงไม่ทราบ ผมก็เลยจะถามต่อว่าผมได้ยินข่าวมา จากทหารบางคน และนายตำรวจผู้ใหญ่บางคนว่า มีผู้มีอำนาจในกองทัพบางคนมีแนวความคิดที่จะทำรัฐประหารอยู่ และได้มีการขึ้นบัญชีดำเสื้อแดงและไม่เสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่ เขาให้ข้อมูลมาแบบนี้ว่ามีการคุยกัน มีการคิดว่าถ้าคุมไม่อยู่ เอาไม่อยู่ ก็จะทำรัฐประหารและขึ้นบัญชีไว้แล้ว 200 กว่าชื่อ เมื่อมีการสั่งให้ล่าเสธ.แดง ทุกหน่วยทหารล่าเสธ.แดง ต่อมาผบ.ทบ.บอกไม่ทราบไม่จริง ผมก็ต้องถามผบ.ทบ.ว่าแล้วที่มีข่าวว่าขึ้นบัญชีดำคน 200 กว่าคน ทั้งที่เป็นเสื้อแดง และไม่เสื้อแดง คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งที่มีแนวคิดว่าถ้ารัฐประหารครั้งนี้ต้องกวาดต้องเอาให้เรียบ 200 กว่าชื่อที่ขึ้นบัญชีดำต้องจัดการเสียก่อน จัดการแบบไหน ให้หน่วยทหารล่าแบบเสธ.แดงหรือเปล่า เรื่องทั้งหมดนี้จริงหรือไม่จริง ผบ.ทบ.ชี้แจงซิ เรื่องที่เพิ่งเกิด บอกไม่ปราบ ไม่จริง แต่มันเกิดไปแล้ว แล้วเรื่องอย่างนี้จริงหรือไม่จริง ไม่จริงต้องรีบออกมาปฏิเสธ และถ้าไม่เห็นด้วยว่าจะให้ทำ ก็ต้องรีบไปตรวจสอบห้ามปรามคนในกองทัพเสียให้เลิกความคิดเที่ยวไปขึ้นบัญชีดำ คนเสื้อแดง หรือคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมพูดไม่ใช่พูดเพราะว่าคิดว่าตัวเองจะเดือดร้อน ถ้า 200 กว่าคน ผมคงไม่หลุดโผหรอก แต่ว่าไม่ทุกข์ร้อนเรื่องตัวเอง แต่คิดว่าถ้ามีแนวความคิดอย่างนี้มันจะไปกันใหญ่ ฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาก็เหลืออดเต็มทีแล้ว ที่เกิด 2 มาตรฐานซ้ำซากไม่จบสิ้น บางส่วนเขาคิดว่าต้องไปใช้ความรุนแรงไหม เราก็โต้แย้งด้วยเหตุผลว่าไม่มีประโยชน์ ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่ต่อสู้ด้วยประชาธิปไตยส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้ความรุนแรง แต่ขณะนี้จากพฤติกรรมของคนในรัฐบาล สื่อของรัฐ ข่าวสารที่มาจากฝ่ายกองทัพ ทำให้เราเป็นห่วงว่าความรุนแรงจะมาจากฝ่ายรัฐและฝ่ายความมั่นคงเอง และถ้าเกิดความรุนแรงครั้งนี้ ท่ามกลางความไม่ยุติธรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนคนรู้สึกเยอะแยะไปหมดแล้วอย่างนี้ ถ้าเกิดความรุนแรง หรือเกิดรัฐประหารอีก สังคมไทยจะเผชิญกับความรุนแรงครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเจอมาก่อน และจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวง ฉะนั้นถ้าคิดจะห้ามความรุนแรง คิดจะป้องกันไม่ให้สังคมเกิดความรุนแรงใหญ่มากกว่านี้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ 1.กลับมาสู่ระบบมาตรฐานเดียวกัน ให้ความเท่าเทียมกันเรื่องความยุติธรรม 2.ต้องล้มเลิกความคิดในการปราบปรามประชาชน หรือจัดการเด็ดหัว อันนี้ความคิดคล้ายๆความคิดจัดการภาคใต้ เด็ดหัวผู้นำให้หมด ใช้ความรุนแรงเข้าไปจัดการ เพื่อที่จะกลับมาที่คำพูดของอาจารย์ธีระ ทำลายล้างให้ราพณาสูร เป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง อันนี้ต้องสื่อสารไป ต้องสื่อสารไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะท่านคุมกองทัพ คุมสื่อของรัฐ ปล่อยให้สื่อของรัฐละเมิดอำนาจศาลทุกวันอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร ไม่มีความเป็นธรรม แถมปลุกระดม ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง โดยสื่อของรัฐเอง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีอยู่ไหน ทำอะไรกันอยู่ หรือรู้เห็นเป็นใจ ต้องตอบนะครับ เป็นการเปิดประเด็นที่มากกว่าการเปิดประเด็นนิดหน่อย เพราะว่าผมทำ 2 หน้าที่ จะขอท่านปลอดประสพกลับมาประเด็นที่ว่า จากที่ท่านเห็นการใช้กฎหมายหมายอย่างนี้ ท่านติดตามกรณีแบบนี้และยังสัมผัสผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่ แล้วยังต้องอยู่กับกระบวนการทางรัฐสภา ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง โดยระบบรัฐสภา เห็นท่านพูดเรื่องนโยบายของท่านอยู่ วันนี้อาจจะไม่ถามนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน แต่อยากจะทราบว่าท่านมองว่าแนวโน้มสังคมไทย เกี่ยวกับความรุนแรงเป็นอย่างไร จาก 2 มารตรฐานแบบนี้ที่สัมผัสมาจะทำอย่างไร จะช่วยกันรักษาความเป็นสังคมที่มีความสงบสุข โดยรวมๆ เป็นอย่างนั้น จะรักษาไว้ได้อย่างไร
ปลอดประสพ สุรัสวดี
“ผมขอย้ำว่าเป้าหมายของคนเสื้อแดงเวลานี้ กับอีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนเสื้อแดง แต่ยังไม่พูดเป้าหมาย เขาได้เปลี่ยนจากประชาธิปไตย ไปเรื่องของความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความยุติธรรมไปแล้ว เป็นเรื่องที่ใหญ่มากเลย…”
เมื่อเช้าผมอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มีบทสัมภาษณ์คุณชูวิทย์ กมลวิศิฐฏ์ คุณชูวิทย์บอกว่าสังคมไทย มัน 2 มาตรฐาน มันมีมานานแล้ว ยุคไหนก็มี พูดเหมือนกับว่าให้ยอมรับ ผมอ่านแล้วก็ตกใจ เพราะคณชูวิทย์ถึงแม้ว่าแกจะต๊องๆ แต่ก็ เท้าเหยียบดิน เพราะทำมาหากินลักษณะที่สัมผัสกับชีวิตจริง ถ้าเรายอมรับกับ 2 มาตรฐานจริง และยังดำรงอยู่ และจะเป็นต่อไป เสมือนยอมรับว่านี่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี มันจะจริง มันจะใช้ได้เหรอ ถ้าบังเอิญประเทศไทยเราเหมือนประเทศอินเดีย ก็ยังมีเรื่องสังคม เรื่องของชนชั้นอยู่ บางทีก็ยังจะเออ ออ บังเอิญผมมีโอกาสเรียนที่อินเดียเหมือนกัน นอกเหนือจากอเมริกาและแคนาดาที่นั่นลึกๆ การแยกชนชั้นยังมีอยู่ แต่ว่าที่มันยังปฏิบัติอยู่ มันปฏิบัติเฉพาะเรื่องที่เป็นขนบธรรมเนียมเท่านั้น เช่น เรื่องการแต่งงาน ชนชั้นเรื่องการแบ่งแยกไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการบริหาร การปกครอง ในเรื่องประชาธิปไตยในเรื่องการทำงานอีกต่อไปแล้ว แต่ขณะนี้ดูๆเมืองไทย ไม่ได้ถอยกรูดแต่หันไปสู่แนวความคิดชนชั้นกันขนาดนั้นเชียวหรือ ขณะที่โลกเราเดินไปข้างหน้า กำลังจะใช้เงินสกุลเดียวกัน ไม่ต้องใช้วีซ่า จะมีรัฐบาลภูมิภาค อย่างอียูก็มีแล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะอยู่ในโลกอย่างนี้ เดินไปข้างหน้า อยู่ในเวทีการแข่งขันของโลก 2 มาตรฐานมันเป็นไปไม่ได้ มีคนเล่าให้ผมฟัง จริงเท็จไม่รู้ ฝรั่งตั้งใจมาเมืองไทย ตั้งใจมาลงทุนมาเมืองไทย ขณะนั่งรถจากสนามบินสุวรรณภูมิมาโรงแรม มีคนไปรับ เขาคุยกันถึงว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร พอถึงโรงแรมปั๊บ ฝรั่งคนนั้นบอกผู้จะไปรับว่าจะกลับแล้ว ไม่เจรจาแล้วเรื่องการลงทุน ไอ้นั่นก็ตกใจ ถามฝรั่งไปว่ายูเปลี่ยนใจแล้วแค่นั่งรถมาแค่ชั่วโมงเดียว เขาบอกว่าไอเห็นวิธีการขับรถของพวกยู เห็นไฟเขียวไฟแดงของพวกยู บ้านยูไม่มีมาตรฐานเลยนะ ไฟเหลืองแทนที่จะชะลอ ไฟแดงแทนที่จะหยุด ก็ไป บอกว่าทำไม เพราะไฟแดงยังจางอยู่ แดงยังไม่เข้ม อย่างนี้ไอทำธุรกิจด้วยเจ๊งแน่ นี่คือสิ่งที่ผมพูด ถ้าประเทศไทยจะไปข้างหน้า จะแข่งขันกับประเทศอื่นเขา ไม่ใช่แข่งให้รวย แต่ให้คนของเราอยู่ได้ในโลกนี้ อย่างเสมอ อย่างเท่าเทียม อย่างมีหน้ามีตา ให้สมกับเป็นชาติไทย เราจะปล่อยระบบอย่างนี้ให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ ความไม่มีมาตรฐาน ที่มองๆ กัน พูดเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย จริงๆแล้วผมดูว่ามันลึกไปกว่านั้น เริ่มพูดมิติสังคม มิติเศรษฐกิจ นอกเหนือมิติทางกฎหมายไปแล้ว ขณะนี้ผมดูในฐานะนักการเมือง ที่ต้องสัมผัสกับคน ทั้งที่เป็นพวกเรา ทั้งที่ไม่ใช่พวกเรา จำเป็นต้องให้รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร ดูเหมือนว่ามีคนกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งผมเคยพูดว่ามี 20 ล้าน ซึ่งมีคนออกมาพูดว่าผมพูดเกินกว่าเหตุ ไม่เห็นมีกี่พัน ก็ไม่เป็นไร แต่ผมรู้ว่ามีเยอะ เพราะผมติดตาม มีการมอนิเตอร์ตลอดเวลาว่ามีมากน้อยแค่ไหน อันไหนคือเสื้อแดงเข้ม อันไหนคือเสื้อแดงจาง คนเหล่านี้ซึ่งมีเป็นสิบสิบล้านคน เขาเริ่มไม่ยอมรับการปกครองแล้วนะ เขาไม่ยอมรับการปกครอง ถามว่าเพราะอะไร เพราะเขาเห็นความไม่ยุติธรรม เขาอยากได้ความเสมอภาค และเขาเริ่มกลัวความไม่ยุติธรรมจะถูกนำมาข่มเหงตัวเขา นี่เป็นเรื่องความปลอดภัยของตัวเขาแล้วสิ พอเขาเริ่มไม่ยอมรับการปกครอง แต่เขาไม่ได้บอกว่าปกครองเอง แต่ไม่ยอมรับการปกครอง ปัจจุบันใช่แน่นอน เขาเริ่มมองว่านี่เป็นเรื่องความมั่นคง ซึ่งจะเห็นว่ารัฐบาลทหาร จะพูดเรื่องความมั่นคงอีกแบบหนึ่ง แต่เขาพูดเรื่องความมั่นคงอีกบริบทอีกแบบหนึ่งเลย ความมั่นคงที่ว่า 1.คือโอกาส ลูกหลานเขาจะเติบโตอย่างไรในสังคมนี้ จะมีโอกาสทำมาหากินร่ำรวย มีที่ดิน มีโอกาสไปเมืองนอก มีชีวิตที่สุขสบาย เขาเริ่มเห็นโอกาสที่เขาจะมีมันเริ่มไม่มั่นคงแล้วนะ เขาเริ่มมองความเท่าเทียมกัน หลังจากที่เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยก็เปิดเยอะ ปีหนึ่งจบมากมาย ทีวี หนังสือพิมพ์ โทรศัพท์ มันล้วนทำให้เขาได้เชื่อมโยงกับประเทศชาติอื่นในโลก เขาเริ่มมองเห็นความไม่เท่าเทียม และเขาถามว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์อะไรเลยเชียวเหรอ จะนั่งจะกินจะอยู่ ก็มีคนบอกได้ไม่ได้ จะคิดอะไรก็มีคนบอกอยู่ในกรอบหรือไม่อยู่ในกรอบ ความไม่เท่าเทียมมันรู้สึกกระอักกระอ่วน หงุดหงิดไม่แน่ใจตัวเอง แต่โอกาสนั้นเป็นความหวังต่อลูกหลาน 2 อันนี้ไม่เหมือนกันนะ เขาเริ่มมองความไม่ปลอดภัยของตัวเขาแล้วว่าตัวเราปลอดภัยหรือเปล่า เพราะมันไม่มีความเท่าเทียม พอเขามองอย่างนี้ เขาก็เริ่มมองต่อไปว่าเขาจะสู้แบบไหนให้ได้มาแบบนี้ ในชั้นต้นพูดเรื่องประชาธิปไตย พอพูดถึงประชาธิปไตย ก็ต้องพูดระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมือง การยุบสภา วันนี้ชักเลยเถิดไปจากเรื่องประชาธิปไตยแล้วในทัศนะผม มันเลยเถิดไปถึงเรื่องความมั่นคงอย่างที่เรียนแล้ว ถ้าเขาคิดสู้ เขาจะสู้อย่างไร ผมมามองดูบุคคลเหล่านี้ที่มีจำนวนมาก เป็นแมส เป็นมวลชน ความเป็นมวลชนเวลาเขาสู้ ข้อแรกคือคุมกันไม่ได้ การคุมกันไม่ได้ ข้อดีก็มี ข้อเสียก็มี เวลามันเป็นแมส เวลาเขาพูดเฮ ๆ สร้างความรู้สึก เวลาเขาต่อสู้ของมวลชนมันจะมีการระบายอารมณ์ออกมา มีการแก้แค้น ฉะนั้นยังไม่อยากให้เกิดขึ้น ถ้าคนเหล่านี้ต้องลุกขึ้นสู้ และสู้แบบแมส มันจะมีลักษณะที่ว่ามีการแก้แค้น มีการระบายอารมณ์ ยิ่งกว่านั้น คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นใคร ผมจะเรียกว่าเป็นคนจากคนชั้นกลาง ชาวบ้าน พื้นบ้านเป็นหลัก ถามว่าคนเหล่านี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา เวลาเขาต่อสู้เพื่อดำเนินชีวิต เขาสู้แบบไหน เขาสู้แบบจรยุทธ์ มาอย่างไปอย่าง มาคำไปคำ ปะฉะดะ หรือเดินหน้ายิ้ม หันหลังเมื่อไหร่กูล่อเลย นี่เรียกว่าจนยุทธ์ เพราฉะนั้นมองเห็นว่าคนแบบนี้เขาจะสู้แบบจรยุทธ์ เขากำลังคิดว่าเขาเป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน ไม่ใช่แค่มีโฉนดมี นส.3 เท่านั้น เขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของแผ่นดิน เขามีสิทธิ์ที่จะคิดว่าประเทศชาติมันควรจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นเวลาเขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของแผ่นดิน เขาสู้ เขาถือธง เขาใช้ยุทธวิธีอะไร ท่านต้องระวังมันจะเกิดเขตปลดปล่อยขึ้นนะ เข้าใจที่ผมพูดนะ มันจะเป็นหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ที่ไม่ยอมรับการปกครอง เขาจะปกครองเอง ทีนี้มันก็จะย้อนกับไปถึงที่ผมพูดเมื่อสัครู่ คือ การไม่ยอมรับการปกครอง และถามว่าที่ผมทำซีนารีโอทำการต่อสู้ของกลุ่มคนนี้ อย่างนี้แม้ว่าฟังๆ ดูน่ากลัวและไม่ถูก แต่ว่าถ้ามันเกิด มันต้องเกิดบนธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ ถามว่าเราชอบมั้ย ถ้าไม่ชอบเราควรทำอย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่าเป้าหมายของคนเสื้อแดงเวลานี้ กับอีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนเสื้อแดง แต่ยังไม่พูดเป้าหมาย เขาได้เปลี่ยนจากประชาธิปไตย ไปเรื่องของความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความยุติธรรมไปแล้ว เป็นเรื่องที่ใหญ่มากเลย ประชาธิปไตยจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเหล่านี้เท่านั้นเอง คือ ระบบการปกครอง ทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำอย่างไร ถ้ามันเป็นอย่างนี้มันต้องเกิดการเผชิญหน้า ถามเผชิญหน้าใคร เดี๋ยวนี้มันแบ่งชัดเจน 2 กลุ่มแล้ว ต้องเผชิญหน้ากัน พอเผชิญหน้ากันคือการทำสงคราม ต้องมีแพ้มีชนะกันไปข้างหนึ่ง บ้านเมืองก็เจ๊ง เห็นมาแล้วใช่ไหม เลบานอนเป็นอย่างไร คนรุ่นผมจะรู้จักมหาวิทยาลัยอเมริกันยูนิเวอร์ซิตี้ ที่ประเทศเลบานอนเป็นอย่างดี เดี๋ยวนี้ไม่เหลือหรอกครับ แม้แต่เรียนอนุบาลยังไม่มีมาตรฐานเลย จะเอาอย่างนั้นหรือเปล่า กองทัพหน่วยราชการ องคาพยพทางราชการ ที่จริงมันเป็นจักรกลที่ต้องสนับสนุนเจ้าของประเทศ เมื่อเจ้าของประเทศเลือกแบบไหน ทำแบบไหน เท่านั้นเอง นั่นคือบทบบาทของหน่วยราชการ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม จักรกลเหล่านี้ดันไปเทคไซด์ ดันไปอยู่ข้างหนึ่งซะแล้ว ความคิดของคนในชาติซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ถูกบิดเบือนไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติ เป็นบทบาทที่ไม่ถูกต้อง แล้วถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ ณ วันนี้ ในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการเก่า เป็นอธิบดีมาถึง 14 ปี น้อยคนจะเป็นอธิบดี 14 ปี เป็นปลัด ข้าราชการทั้งระบบซึ่งผมหมายถึงข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ทั้งอัยการ ศาล ที่กินเงินเดือนแผ่นดิน ท่านต้อง ผมไม่อยากใช้คำว่าทำตัวเป็นกลาง มันเป็นภาษาจืดชืดเกินไป ท่านต้องเอาคนเป็นที่ตั้ง เอาปัญญาชนเป็นที่ตั้ง เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง แล้วดูซิว่าความคิดของประชาชน เขาคืออะไร เขาอยากไปทางไหน แล้วก็ทำอย่างนั้น ตามที่มันควรจะเป็น สุดท้าย ผมอยากจะทำให้ข้อคิดนิดนึง ประเทศอิสราเอล ประเทศยิว เขามีประวัติศาสตร์ยาวนาน 4,000 ปี มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นพันๆปี ไม่มีที่อยู่ แต่ยังเป็นชาติอยู่ ฉะนั้นแสดงว่าคนสำคัญกว่าแผ่นดินด้วยซ้ำไป ในขณะที่เขาไม่มีแผ่นดิน เขาก็คิดว่าเขาจะอยู่อย่างไรที่จะดำรงคนของเขา เขาออกคล้ายๆ กฎหมายคนสัญชาติยิวให้นับตามแม่ ตามผู้หญิง เพราะถ้าเมื่อไหร่คุณมาข่มขืนคนยิว ก็เป็นคนยิวหมด แล้ววันหนึ่งหลังสงครามก็เกิดประเทศอิสราเอล คนยิวก็กลับ ที่ผมพูดอย่างนี้ ผมกำลังจะบอกให้เห็นว่าเวลาเราพูดถึงประเทศไทย ต้องพูดถึงคนไทยในทัศนะผมนะ มากกว่าแผ่นดินไทย ไม่ได้แปลว่าผมไม่รักแผ่นดิน แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าคนไทยเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นคนไทยเขาคิดอย่างไร เขาอยากจะเป็นอย่างไร ต้องเป็นอย่างนั้น อย่ามาพูดเรื่องหนึ่งตารางนิ้วก็ไม่ได้ 5 ตารางเมตรก็ไม่ได้ 2.5 กี่ไร่ บนเขาพระวิหาร เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แต่ว่าคนไทยแท้ๆ ไม่มีใครพูดถึงเป้าหมายของคนไทยทำอย่างไร ที่จะเอ็นเตอร์เทรนด์สิ่งเหล่านี้
จาตุรนต์ ฉายแสง ผมก็คงไม่ต้องสรุป เพียงแต่ว่าจะย้ำว่า ท่านฟังแล้วคงเห็นว่าท่านปลอดประสพพูดด้วยความเป็นห่วง แล้วก็ไม่ได้พูดจากการตั้งประเด็น เช่นว่า ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ออกไปจะเกิดสิ่งเหล่านี้ ถ้าทำกับคนนั้นอย่างนั้น จะเกิดสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้พูดอย่างนั้น ไม่งั้นพอคนพูดเรื่องความรุนแรงจะเกิดขึ้น ห่วงเรื่องสังคมจะขัดแย้งกันรุนแรง ในอนาคตก็มักจะถูกมองไปว่าถ้าไม่ยอมอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วจะเกิดความรุนแรง แต่ว่าที่พูดไปจะได้ชัดว่ามันเป็นการโยงกับเรื่อง 2 มาตรฐาน โยงกับเรื่องไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่เรากำลังห่วงใยจริงๆ คงมีโอกาสคุยกันมากกว่านี้อีก แต่ในช่วงนี้จะขอปิดท้ายด้วยอาจารย์ธีระ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายมหาชน ก็เป็นผู้ที่สนใจเรื่องการเมือง ความเป็นไปของบ้านเมืองมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงนี้ท่านมองเรื่องแนวโน้มเรื่องความ 2 มาตรฐาน กับแนวโน้มความรุนแรงอย่างไร ท่านมีข้อห่วงใย หรือข้อเสนอแนะต่อสังคมไทย
ธีระ สุธีวรางกูร ผมจะพูดถึงเรื่องนี้ย้ำสักนิดว่าวันนี้ระบบ 2 มาตรฐาน เป็นระบบซึ่งมีอยู่จริง และระบบ 2 มาตรฐานนี้ มันไม่ใช่ระบบซึ่งเกิดจากความไม่ตั้งใจ มันเป็นระบบ 2 มาตรฐานซึ่งเกิดจากความตั้งใจ และความตั้งใจซึ่งทำให้ปมอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาได้ ถ้าท่านดูในภาพรวมของการใช้หลักการปฏิบัติการที่แตกต่างกันระหว่างคน 2 กลุ่ม มันก็มีเหตุผลสำคัญๆจริง มาจากเรื่องที่ผมสรุปไปแล้วในเบื้องต้น ว่าเพื่อทำลายล้างกันทางการเมือง และเมื่อระบบ 2 มาตรฐานเกิดจากความตั้งใจเพื่อทำลายล้างทางการเมือง ผมอาจจะวิเคราะห์ต่างจากท่าน จาตุรนต์นิดหนึ่งคือว่า บางทีเราจะหวังให้ระบบนี้มันกลับมา แต่ผมยืนยันเลยว่ามันจะไม่กลับมา ระบบ 2 มาตรฐานมันจะยังดำเนินต่อไปนับจากนี้ และจะเข้มข้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งยังไม่ถูกทำลายล้างทางอย่างราบคาบ ระบบ 2 มาตรฐานจะยังมี และถ้าใครไปแตะไม่ให้มีระบบ 2 มาตรฐาน ไม่ว่าจะไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 309 ท่านก็จะโดนไล่ ฉะนั้นวันนี้ผมไม่คาดหวังเลยว่าทุกอย่างมันจะกลับมาสู่มาตรฐานเดียวกัน แต่ทุกอย่างจะดำเนินต่อไปบนพื้นฐาน 2 มาตรฐาน คำถามคือเมื่อทุกอย่างมันดำเนินการไปอย่างนี้แล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น ถ้าพูดตรงนี้ ผมถอยตัวเองให้มาอยู่ในฐานะสังเกตุการณ์ แล้วมองทุกอย่างตามเหตุตามปัจจัย ถ้าว่ากันตามคติทางพุทธก็คือ ตามหลักที่บอกว่ามีสิ่งนั้นมันจึงมีสิ่งนี้ ผมมีความเห็นว่าเรื่องมันจะดำเนินต่อไปในลักษณะที่จะมีแนวโน้มที่อาจจะทำให้เกิดความรุนแรง อย่างแรกคือ คนที่พยายามจะปฏิบัติในลักษณะ 2 มาตรฐาน เพื่อให้เกิดการทำลายล้างทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อเขาทำต่อไป ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักนี้ ซึ่งพูดอย่างตรงไปตรงมา คือกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง หรือกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองกลุ่มหนึ่ง เขาจะมีท่าทีอย่างไร ถ้าฝ่ายที่ถูกกระทำยอมรับจากการกระทำนั้น จบ เขาปฏิบัติมา 2 มาตรฐาน คุณก็ยอมรับการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ไม่มีการโอดครวญ ไม่มีการร้องขอ ไม่มีการอุทธรณ์ ทุกอย่างก็จบเขาก็ดำเนินการ 2 มาตรฐานได้อย่างสบายจนกว่าเป้าสุดท้ายเสร็จสิ้น แต่ถ้าท่านไม่ยอมรับ ซึ่งผมเชื่อเลยว่าไม่ยอมรับอยู่แล้ว มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความขัดแย้งตรงนี้ถ้ามันอยู่ในระดับที่มันพอจะควบคุมได้ มันก็จะเล่นกันตามระบบ ภายใต้ 2 มาตรฐานเหมือนเดิม แต่ถ้าเหตุการณ์ไปในลักษณะควบคุมไม่ได้ แน่นอนว่าการรัฐประหารมีโอกาสเกิดขึ้นมาอีกครั้ง เพราะถ้าเมื่อใด รัฐประหารนั่นแหละ ทุกอย่างจะถูกตีความให้เป็นปัญหาความมั่นคงทั้งหมด และทหารจะมีความชอบธรรมทุกเรื่องในการทำทุกวิถีทางเพื่อเหตุผลเดียวนั่นคือรักษาความมั่นคงของรัฐ แต่ถามว่าถ้ารัฐประหารแล้ว คราวนี้จบไหม มองได้ชัดเลย ส่วนตัวผมนะ ไม่จบ และเมื่อมันไม่จบ และจะมีการต่อสู้ภายในประเทศ และการต่อสู้ของต่างประเทศ ผมหยิบข้อเท็จจริงมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะจริงหรือไม่ยังไม่ทราบ ดูทวิตเตอร์จากรายงานข่าวที่คุณทักษิณพูดว่าถ้าเมื่อไหร่มีการรัฐประหาร จะสู้กันข้างนอกตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ประเทศก็จะเดินไปอย่างนี้ อิหลักอิเหลื่อเข้าไปอีก และคราวนี้จะไม่มีทางปราบหมด มันจะเดินไปในลักษณะวุ่นวายกันอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดกันง่ายๆ คือสงครามกลางเมืองมีโอกาส หรือความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ผมคาดการณ์อย่างนี้ บางทีผมมานั่งคิดว่า ถ้าดูตามเหตุตามปัจจัยที่ทำกันมา แต่ต้น มาตอนนี้ และต่อไป ทำไมถึงยังกล้าทำให้ระบบ 2 มาตรฐานยังคงอยู่ และให้อีกฝ่ายหนึ่งมาโต้แย้งและตัวเองไม่กลัวการโต้แย้ง ตัวเองก็พยายามปราบๆ สารพัดวิธี ผมเข้าใจว่าวันนี้ความเป็นส่วนตัวของผม ระบบการเมืองไทยก็ดีมันมาถึงระบบทาง 2 แพร่งสำคัญ และคุณทักษิณจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คุณทักษิณ เป็นจุดเชื่อมระหว่าง 2 แพร่งนี้ว่ามันจะไปทางไหน ผมคิดว่าไม่ใช่ความตั้งใจของคุณทักษิณ แต่โดยศักยภาพของคุณทักษิณ โดยกลุ่มคนที่หนุนคุณทักษิณมันมีหลายวัตถุประสงค์ด้วยกัน ฉะนั้นถ้ากำจัดสะพานทางเชื่อมไปไม่ได้ ระเบิดซึ่งถูกหยุดเอาไว้แล้วนะครับ ถ้าไม่ตัดกลางทาง มันจะไประเบิดที่ปลายทาง มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะไม่ให้ชนวนระเบิดซึ่งถูกจุดมาแล้ว มันไปถึงปลายทางได้ ซึ่งจะทำให้เสียหายในเชิงระบบด้วย ตรงนี้ต้องตัด การตัดอย่างหนึ่งคือใช้วิธี 2 มาตรฐาน ในการตัดมัน โดยทั้งหมดทั้งปวงอย่างนี้ ผมจึงเห็นว่าวันนี้ไม่ว่าจะยังไง ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง มีความโน้มเอียงที่จะเกิดความรุนแรง และถ้าเกิดความรุนแรงไม่ใช่ความรุนแรงเหมือนอย่างที่เราเห็น เหมือนกรณี 14 ตุลา 6 ตุลา มันจะเป็นความรุนแรงชนิดที่ท่านไม่เคยเห็นมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้ในประเทศไทย และความรุนแรงนี้มันไม่ได้มีผลเพื่อเป็นการ ประทานโทษนะไประเบิดตึกๆ หนึ่ง ไประเบิดสะพานๆ หนึ่ง หรือไปยิงกันที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มันเป็นความรุนแรงทางกายภาพ จะมีผลนำไปสู่ให้เกิดความรุนแรงในการทำลายระบบโครงสร้าง อันนั้นแหละ ฉะนั้นวันนี้ถ้าย้อนกลับมาจนถึงตรงนี้ ถามว่าความรุนแรงจะเกิดไหม โดยส่วนตัวผมจะเห็นมันมีแนวโน้มที่จะเกิด และถ้าถามว่าจะป้องกันไม่ให้มันเกิดได้อย่างไร ผมเรียนได้เลยว่าอย่าไปหาทางป้องกันมัน เพราะมีคนประสงค์ให้เกิดอย่างนั้น ท่านป้องกันมันไม่ได้ ระหว่างกลุ่มการเมือง 2ขั้ว มันไม่มีคือความรุนแรงจะไม่เกิด ถ้าคน 2 ขั้ว เขายินดีว่าจะไม่มุ่งไปที่ความรุนแรง แต่ความรุนแรงมันเกิดเนื่องจากว่าในคน 2 ขั้วมันมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเขาจะเอาเงื่อนไขความรุนแรง ไปเป็นเงื่อนไขในการปราบ วันนี้ความเป็นส่วนตัวผม ผมไม่คิดเรื่องคนอื่น ความคิดส่วนตัวผมคือว่าผมวางใจแล้วกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นมาในประเทศไทยในอีก 1 ปีข้างหน้า 2 ปีข้างหน้า 3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ว่าผมไม่ทำอะไร ถ้าใครเคยดูวีดีโอเหตุการณ์สึนามิ มันมีอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งมีคนๆหนึ่งยืนอยู่คนเดียวบนหาดทราย และสึนามิกำลังมา แล้วมีกล้องจากมือถ่ายภาพสมัครเล่น กำลังถ่ายคนนี้เขารู้ว่าสึนามิกำลังมา เมื่อเขารู้อย่างนั้นหันหลังให้คลื่นและก็ได้ช้าๆ เหมือนยอมรับชะตากรรม และคลื่นก็มาๆ และก็พัดเข้าไป ไม่ทราบว่าใครเคยเห็นภาพนี้ไหม แต่แน่นอนว่าเราไม่ใช่เป็นคนที่ยอมรับชะตากรรมแบบนั้น เราเข้าใจว่าเงื่อนไขวันนี้ที่มันเกิดขึ้นมา มันเป็นเงื่อนไขซึ่ง หยุดมันไม่ได้แน่ หลังจากนี้เราไปทำได้อย่างเดียวว่า จุดจบมันจะเป็นอย่างไร และเมื่อจุดจบมันเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะสร้างระบบหรือสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ยังไง นี้คือความเห็นส่วนตัวผม ผมเห็นอย่างนี้ถ้าท่านเห็นว่า มันยังมีโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตความรุนแรงได้ ก็ขอให้ท่านทำ ผมยินดีสนับสนุนเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้มันเกิด แต่ขณะเดียวกันวันนี้ผมวางใจแล้วว่า ถ้ามันเกิดผมจะทำอะไรของผมต่อไป ฉะนั้นพูดโดยสรุปก็คือว่า ระบบสองมาตรฐานซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง มันมีความโน้มเอียงที่จะนำไปสู่ความรุนแรง และความรุนแรงนี้ไม่ใช่ความรุนแรงที่เราเห็นมา แต่จะเป็นความรุนแรง ซึ่งไม่ใช่จะปรากฏเฉพาะในภาพเท่านั้น แต่จะมีผลทำลายปัญหาหรือระบบในเชิงโครงสร้างด้วย มันจะทำลายยังไง ใครจะเป็นคนรอดอยู่ อนาคตเท่านั้นแหละที่จะเป็นคำตอบ
จาตุรนต์ ฉายแสง อย่างที่ผมได้เรียนชี้แจงตั้งแต่ต้นว่าเราเป็นห่วงเรื่องการเผชิญหน้าความรุนแรงที่จะเกิด รวมทั้งเรื่องรัฐประหารที่มีคนออกมาพูด ออกมาดักคอกัน มันไม่ใช่เรื่องทีพูดกันลอยๆ ถ้าท่านฟังการอภิปรายนี้ก็จะเห็นว่าสามารถวิเคราะห์ได้ทั้งทางวิชาการ และทางทฤษฎี ทั้งจากข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมา ได้รับทราบมา คือในทางการแก้ไขปัญหาของผู้มีอำนาจ ที่ต้องการจะให้ปราบให้ราบ เอาให้อยู่ ทำให้ปกครองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีความคิดแบบนี้อยู่ในผู้มีอำนาจแน่ๆ แล้วเขาก็ทำสารพัดแล้ว ใช้ 2 มาตรฐาน ใช้วางระบบโดยระบบรัฐธรรมนูญ ใช้กลไกต่างๆ องค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ ฉะนั้นมันจะเหลือทางสุดท้าย คือการรัฐประหาร อาจจะไม่ได้คิดขึ้นมาอย่างเป็นเอกภาพ แต่มีผู้นำกองทัพส่วนหนึ่งแน่ๆ ที่คิดอย่างนี้ แล้วก็มีความพยายามที่จะทำอย่างนี้ รวมทั้งที่ผมพูดก็ไม่ใช่เรื่องข่าวลอยๆที่ได้ข้อมูลมา เรื่องขึ้นบัญชีดำคิดว่า ถ้ารัฐประหารคราวนี้ต้องจัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีคนคิดอย่างนั้นจริงๆ ที่เราพูดกันอยู่นี้ก็ด้วยความพยายามว่า หาทางไม่ให้สังคมไทยต้องเสียหาย สูญเสียมากเกินกว่าที่จำเป็น แต่ที่สำคัญก็คือ ความต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองมีประชาธิปไตย ไม่ได้ต้องการพูดเพื่อให้บอกว่า เพราะฉะนั้นอย่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันเลย เขาจะได้ไม่ต้องปราบ แต่เราต้องการเห็นความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง แต่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยสันติวิธี
0000
สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย www.ids-th.org Tags : ระบบ 2 มาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย เขายายเที่ยง สงครามกลาง การปราบปรามประชาชน รัฐประหาร ธีระ สุธีวรางกูร ปลอดประสพ สุรัสวดี จาตุรนต์ ฉายแสง
|
เราเป็นพันธมิตร ที่ร่วมต่อสู้กั นมา หลายร้อย... Re:ข้อสงสัย หรือ ข้อแนะนำครับนักย่องเบา 24.4.2010 11:44 |
Re:ข้อสงสัย หรือ ข้อแนะนำครับbixazz 24.4.2010 10:44 |
Re:สัมภาษณ์ ธงชัย วินิจจะกุล : สงครามประชาชน บ...นักย่องเบา 18.4.2010 17:48 |






![]() | วันนี้ | 50 |
![]() | เมื่อวานนี้ | 248 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 562 |
![]() | สัปดาห์ที่แล้ว | 2116 |
![]() | เดือนนี้ | 1412 |
![]() | เดือนที่แล้ว | 7711 |
![]() | รวม | 70841 |