ระบบของการ "ปรองดอง" PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย webmaster   
วันอาทิตย์ที่ 04 กรกฏาคม 2010 เวลา 10:52 น.

"การประกาศการปรองดองโดยคิดแบบมักง่ายโดยไม่ยอมคิดอะไรให้ลึกซึ้งยิ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นอีก การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นตัวอย่างของความมักง่ายทางความคิด (หรือมองได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่อยากให้เกิดการปรองดองอย่างเสมอภาค) ผมยังมองไม่เห็นเลยว่าการปรองดองจะเกิดได้อย่างไรหากชนชั้นนำไทย (รวมนายกรัฐมนตรีด้วย) ไม่ยอมคิดอะไรให้กว้างไปกว่าความปรารถนาหวงอำนาจไว้ในมือ โดยไม่ยอมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยเช่นนี้..."  อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ 

 

ระบบของการ "ปรองดอง"

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

 

ผมเกรงว่าอีกไม่นานนัก คำว่า "ปรองดอง" ซึ่งมีความหมายทางสังคมที่ลึกซึ้งในภาษาไทย ก็จะถูกทำให้มีนัยที่ไม่น่าพึงพอใจมากขึ้น ไม่ต่างจากคำว่า "เอื้ออาทร" (ที่ผูกติดนโยบายของรัฐบาลเก่า) ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยรู้สึกทันทีว่าหากมีการใช้คำว่า "เอื้ออาทร" เมื่อใด ก็หมายได้ว่าคนที่ใช้คำว่า "เอื้ออาทร" นี้ ครอบงำ และหลอกลวงคนอื่นเพื่อผลประโยชน์
 

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ที่รากของท่านฝังลึกในสังคมวัฒนธรรมไทย ได้เขียนบทกวีไว้ในหนังสือพิมพ์มติชน (13 มิ.ย. 2553) ในประเด็นนี้ ความว่าเมื่อคนฝ่ายที่ได้เปรียบคิดประดิษฐ์คำว่า "ปรองดอง" ขึ้นมา ก็หมายได้ว่าคนที่เสียเปรียบ ก็ต้องเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก   

คุณสุจิตต์ เข้าใจดีว่าการใช้คำอันนำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคมภายใต้ความหมายของคำคำนั้นโดยที่มองไม่เห็นความไม่เท่าเทียมกันก็ยิ่งจะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันขยายตัวออกกว้างขวางลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว คนที่ไม่พอใจต่อปฏิบัติการทางสังคมของคำก็จะเปลี่ยนแปลง และทำลายความหมายด้านดีของคำคำนั้นไปเสีย 

ที่สำคัญ ก็คือ มันจะไม่นำไปสู่การ "ปรองดอง" อะไรเลย

ผมคิดว่าหากพิจารณาคำว่าปรองดองในสังคมไทยต้องให้อยู่ในบริบททางสังคม และต้องมองอย่างมีพลวัต (หรือประวัติศาสตร์ในความหมายกว้าง) จะพบว่า การ "ปรองดอง" นั้น เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจา/ต่อรอง/อันนำไปสู่การยอมรับซึ่งกันและกัน  

ผลลัพธ์ที่จะเกิดเป็นการ "ปรองดอง" ได้นั้น ต้องอยู่ในเงื่อนไขประกอบกันหลายประการ

ประการแรก  ได้แก่ สายใยของความสัมพันธ์ทางสังคม การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้น มี "ความสำนึกร่วมกัน" ทางสังคมที่แรงกล้ามากพอ จะทำให้การคาดคำนวณว่าหากสูญเสียความสำนึกร่วมกันนี้ไป จะกระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของตนเองสูงมาก หากปราศจากสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมแล้ว การคิดเรื่องปรองดองก็เป็นเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสังคมไทย เราจะมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมเกิดขึ้นในหลายระดับและหลายมิติ การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของชุมชนต่างๆ ในสังคมไทยนั้นได้สร้าง "สมบัติชุมชน" (Common property) ในหลายด้าน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสมบัติชุมชนนี้เอง ทำให้คนในชุมชนได้สร้างระบบและกระบวนการพูดคุย/ควบคุม/การใช้สมบัติร่วมซึ่งทำให้เกิดการยอม "ปรองดอง" กันได้ง่ายมากขึ้น เพราะความขัดแย้งอย่างไม่ปรองดองนั้น จะส่งผลกระทบต่อทุกคนในชุมชน

ประการที่สอง ได้แก่ ความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์ ภายในสายใยความสัมพันธ์ทางสังคม จะต้องมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์อยู่ กล่าวคือ ทุกสังคมย่อมไม่ได้เสมอภาคกันในทุกเวลา หากแต่ในยามวิกฤติหรือในยามที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งให้เกิดการ "ปรองดอง" จะต้องทำให้เกิดการพูดคุย/เจรจา/จัดการแก้ปัญหา ต้องทำให้เกิดความรู้สึกเสมอภาคขึ้นมาในระดับที่คู่ความขัดแย้งนั้น สามารถยอมรับได้

ประวัติศาสตร์ชุมชนของไทยนั้น แสดงให้เห็นว่า ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในชุมชน หากคู่ความขัดแย้งไม่สามารถที่จะตกลงกันได้เอง ก็จำเป็นที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยการใช้ผู้หลักผู้ใหญ่มาเป็นตัวกลาง และผู้หลักผู้ใหญ่จะทำให้เกิดความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์ขึ้นมาระหว่างคู่ความขัดแย้ง เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ (ผู้อาวุโสในชุมชน) ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินให้เกิดการแก้ปัญหาแบบขาว/ดำ หากแต่เป็นเพียงผู้ที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน อันจะนำไปสู่การเจรจาแก้ไขความขัดแย้งได้ในที่สุด

พิธีกรรมเกือบทั้งหมดในสังคมไทยล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์ขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้ทั้งชุมชนนั้นสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดทางสังคมที่เกิดขึ้น และส่งผลให้ทั้งหมดกลับมาร่วมมือร่วมใจกันในลักษณะเดิมได้ต่อไป 

หากเรามองการ "ปรองดอง" ว่า เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการแก้ไข หรือระบบการแก้ไขความขัดแย้งเช่นนี้ เราก็ต้องมองหาและ/หรือต้องสร้างเงื่อนไขทางสังคมในวันนี้ เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานในการแก้ไขความขัดแย้งในทุกระดับ และหวังว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ คือ การปรองดองกันของคนในชาติ

กล่าวได้ว่า สังคมที่มีศักยภาพการปรองดองสูง ได้แก่ สังคมที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสรรค์สร้าง "สมบัติชุมชน" ใหม่ๆ ขึ้นรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคกันสูง

สังคมไทยจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ลึกซึ้งและกว้างขวางเช่นนี้ได้อย่างไร การประกาศการปรองดองโดยคิดแบบมักง่ายโดยไม่ยอมคิดอะไรให้ลึกซึ้งยิ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นอีก การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นตัวอย่างของความมักง่ายทางความคิด (หรือมองได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่อยากให้เกิดการปรองดองอย่างเสมอภาค)

ผมยังมองไม่เห็นเลยว่าการปรองดองจะเกิดได้อย่างไรหากชนชั้นนำไทย (รวมนายกรัฐมนตรีด้วย) ไม่ยอมคิดอะไรให้กว้างไปกว่าความปรารถนาหวงอำนาจไว้ในมือ โดยไม่ยอมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยเช่นนี้

 

 0000

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 มิถุนายน 2553 

 

 

คอมเมนต์  

 
0 #2 นก %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
อาจารย์ ทากันแดดบ้างนะค ะ เมื่อก่อนจารย์ห ล่อจนหนูอยากย้า ยคณะไปเรียนกับอ าจารย์

ส่วนวิชาของอาจา รย์ ก็น่าสนใจ ชอบที่สามารถแสด งความเห็นเยอะๆ ในชั้นเรียนของอ าจารย์ได้

ปล.ดูแลตัวเองให้ดี นะคะ และหนูจะติดตามง านด้านวิชาการขอ งอาจารย์เสมอๆค่
ด้วยความเคารพ
อ้างอิง
 
 
0 #1 นักศึกษาจนๆ %ป.-%ด.-%ว. %ช.:%น.
ผมเคยฟังอาจารย์ บรรยายงานรู้สึก ว่าอาจารย์เป็นค นที่มีวิสัยทัศน ์มาก จนผมเองนำแนวคิด อาจารย์มาใช้ ขอบคุณสำหรับควา มคิดเห็นดีๆๆครั
อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

สมาชิก

ความคิดเห็นของบทความ

เว็บเพื่อนบ้าน

ทำเนียบรัฐบาล
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
สภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา
OnOpen
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
สถาบันอิศรา
ประชาไท
เครือข่ายกฎหมายมหาชน

ผู้เข้าชมออนไลน์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้56
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้248
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้568
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว2116
mod_vvisit_counterเดือนนี้1418
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว7711
mod_vvisit_counterรวม70847

Online (20 minutes ago): 10
Your IP: 38.107.191.94
,
Today: ก.ย. 06, 2010