พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะนำไปสู่ความปรองดองได้หรือไม่ ? PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย webmaster   
วันอังคารที่ 20 กรกฏาคม 2010 เวลา 09:34 น.

"ในความเป็นจริง สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำนั้นเกือบจะตรงกันข้ามกับการเยียวยาความขัดแย้งเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลไทยกำลังบดขยี้กลุ่ม "เสื้อแดง" ซึ่งยังสนับสนุนทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกรัฐประหารในปี 2549 - รัฐประหารครั้งนั้นได้ฉุดประชาธิปไตยของไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีแนวโน้มสดใสให้ตกต่ำกลายเป็นความวุ่นวายไม่รู้จบ..."  บทบก.วอชิงตันโพสต์

 

บท บก.วอชิงตันโพสต์ : พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะนำไปสู่ความปรองดองได้หรือไม่ ?

แปลโดย ปราชญ์ ปัญจคุณาธร
 

หลังจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารกับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 90 คนในช่วงเดือนพฤษภาคม รัฐบาลซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้คำมั่นว่าจะเริ่มสิ่งที่เขาเรียกว่า "แผนปรองดองแห่งชาติ" แต่หลังจากนั้นรัฐบาลได้จับกุมแกนนำของผู้ต่อต้านรัฐบาลไปนับร้อยคน, สั่งปิดสื่อ, สั่งอายัดบัญชีของผู้ที่ต้องสงสัยว่าให้การสนับสนุนผู้ประท้วง และตั้งข้อหาก่อการร้ายกับ ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัย

ในวันที่ 6 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง (หลังจากที่ พ.ร.ก.เดิมหมดอายุ) ในกรุงเทพฯ และอีก 18 จังหวัด เพื่อให้อำนาจแก่รัฐบาลของเขาในการจับกุมและคุมขังบุคคลโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อหา, เซ็นเซอร์สื่อ และห้ามไม่ให้มีการชุมนุม ในขณะเดียวกันเขาก็ประกาศเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเขาเคยเสนอว่าจะให้มีในเดือนพฤศจิกายน ออกไปเป็นปีหน้า หากการกระทำเหล่านี้คือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์เรียกว่า "การปรองดองแห่งชาติ" นายอภิสิทธิ์ ซึ่งจบจากโรงเรียนอีตัน และมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดคงต้องถูกสอนมาเป็นภาษาออร์เวลเลียน (Orwellian) เป็นแน่แท้

ในความเป็นจริง สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำนั้นเกือบจะตรงกันข้ามกับการเยียวยาความขัดแย้งเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลไทยกำลังบดขยี้กลุ่ม "เสื้อแดง" ซึ่งยังสนับสนุนทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกรัฐประหารในปี 2549 - รัฐประหารครั้งนั้นได้ฉุดประชาธิปไตยของไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีแนวโน้มสดใสให้ตกต่ำกลายเป็นความวุ่นวายไม่รู้จบ การกระทำเช่นนี้ของอภิสิทธิ์เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลมุดลงใต้ดินและใช้ความรุนแรง และนั่นจะเป็นหลักประกันว่านักท่องเที่ยวและเงินลงทุนจากต่างชาติจะหดหาย และประเทศประชาธิปไตยตะวันตกจะเลิกให้การสนับสนุน

ทักษิณและคนเสื้อแดงมีส่วนร่วมในการทำให้ประเทศหยุดนิ่ง ด้วยการบล็อคใจกลางกรุงเทพฯ ถึงสองเดือน และด้วยการปฏิเสธข้อเสนอของอภิสิทธิ์ก่อนที่ทหารจะเริ่มเข้าสลายและเกิดการปะทะ แต่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้นเกิดจากการที่กลุ่มอำนาจเดิม กองทัพและเครือข่ายราชสำนัก ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจที่อภิสิทธิ์เป็นตัวแทนอยู่นั้น ไม่ยอมรับผลของการเลือกตั้งตามประชาธิปไตย

การปราบปรามผู้ต่อต้านนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย ถ้านายอภิสิทธิ์ต้องการความปรองดองจริงๆ ทางที่เขาต้องเดินนั้นชัดเจนอยู่แล้ว คือ เขาจะต้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดงที่ถูกจับ และเจรจาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยที่ทุกฝ่ายต้องให้คำมั่นที่จะยอมรับว่าผู้ชนะการเลือกตั้งจะต้องได้ตั้งรัฐบาล ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่จะต้องถูกแก้ไข

 

Sat, 2010-07-17 22:23

...........................................
ที่มา:
http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2010/07/14/AR2010071405048.html

 

000

 

บทความเพิ่มเติม

 

'ชีวิตภายใต้เงาอำมหิตของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ'

ภัควดี ไม่มีนามสกุล
แปลจาก David Streckfuss*

 
“Life Under Abhisit’s Thumb: The Thai government cracks down on dissent in the restive northeast,” The Wall Street Journal ; July 11, 2010.

 

สัญญาณที่จับต้องได้ส่วนใหญ่ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อาจไม่มีเหลือให้เห็นมากนักในภาคอีสานของประเทศไทย รั้วลวดหนามที่ล้อมรอบศาลากลางจังหวัดถูกรื้อออกไปแล้ว ทหารจากกองทัพที่เข้ามาคุมเชิงตามหมู่บ้านต่าง ๆ หลังจากการสลายการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม ก็ถอนตัวออกไปหมดแล้วเช่นกัน สภาพการณ์ทั่วไปดูเหมือนกลับมาเป็นปรกติ

กระนั้นก็ตาม หลังจากทยอยกลับมาบ้านจากกรุงเทพฯ ผู้สนับสนุนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า “คนเสื้อแดง” ยังคงรู้สึกถูกคุกคาม   ในบรรดาผู้คนจำนวน 417 คนที่ถูกจับตัวไว้ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ด้วยข้อหาต่าง ๆ นับตั้งแต่การเข้าร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมาย มีอาวุธอยู่ในครอบครอง ไปจนถึงวางเพลิง  มีถึง 134 คนที่มาจากภาคอีสาน หมายจับอีกกว่า 800 คนที่รัฐบาลออกคำสั่งหลังสลายการชุมนุม ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ตามหมายจับนี้ก็เป็นคนในต่างจังหวัด ข่าวการสังหารผู้นำเสื้อแดงสองคน คนหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งและทำให้เกิดข่าวลือต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับผู้นำคนอื่น ๆ ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็นเรื่องยากที่จะหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับหรือประสบชะตากรรมเลวร้ายกว่านั้น ผู้นำจำนวนมากจึงหนีไปที่อื่น  หลบไปกบดานหรือปิดปากเงียบ พวกเขาวิตกว่าตัวเองถูกจับตามองและถูกดักฟังโทรศัพท์ หลายคนไม่เต็มใจที่จะพบปะกับผู้สื่อข่าวหรือคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน มีความรับรู้อย่างหนึ่งในหมู่คนเสื้อแดงว่า รัฐบาลสามารถทำได้ทุกอย่างตามอำเภอใจภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ในส่วนรัฐบาลเองนั้น รัฐบาลก็ไม่เคยแสดงจุดยืนชัดเจนว่ามีแผนการจะจัดการกับคนเสื้อแดงอย่างไร หลังจากปล่อยผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากพูดว่า คนเสื้อแดงที่มีโทษสถานเบาอาจได้รับนิรโทษกรรม

ดูเหมือนรัฐบาลยังใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อรื้อทำลายความสามารถในการจัดตั้งของคนเสื้อแดงตามท้องถิ่นต่าง ๆ จากปากคำของแหล่งข่าวเสื้อแดงคนหนึ่งในภาคอีสานที่ขอร้องไม่ให้ระบุชื่อเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย สถานีวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดงเกือบทั้งหมดได้ส่งมอบเครื่องส่งสัญญาณวิทยุให้ทางราชการเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวผู้นี้ สำนักผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินและภายใต้แรงกดดันของ ศอฉ. จากกรุงเทพฯ กำลังพิจารณาที่จะรื้อทิ้งเสาอากาศของสถานีวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดงในขอนแก่น แต่เพราะคำยืนกรานของเจ้าของสถานีว่าจะฟ้องรัฐบาลหากทำเช่นนั้นจริง ๆ ทำให้เงื้อมมือของรัฐบาลชะงักไปก่อน อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ในระยะสั้น ดูเหมือนการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกในหลายจังหวัดของภาคอีสาน จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผล มีความเงียบงันอย่างเด่นชัดครอบคลุมไปทั่วทั้งดินแดนแถบนี้ แม้กระทั่งตามบ้านเรือนของผู้คนจำนวนมากก็เงียบกริบ  เมื่อไม่มีวิทยุหรือโทรทัศน์เสื้อแดงเหลือให้รับฟังรับชม หลาย ๆ ครอบครัวก็เลือกไม่ฟังอะไรเลย พวกเขาบอกว่า ถ้าต้องดูข่าวที่รัฐคุมเข้มหรือแม้แต่อ่านหนังสือพิมพ์ก็พาลให้โมโหเปล่า ๆ

เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจัดโครงการเปิดรับสายโทรศัพท์จากประชาชน เพื่อรับฟังทัศนะเกี่ยวกับ “การปรองดองแห่งชาติ”  คำแนะนำจากคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นจำนวนมากที่โทรเข้าไป เช่น บอกให้นายกฯ ยุบสภาและสอบสวนรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในข้อหาการใช้กำลังปราบปรามเกินขอบเขต ฯลฯ  แน่นอน รัฐบาลย่อมมองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นคำแนะนำที่ไม่สร้างสรรค์  แต่อันที่จริง ก่อนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะประกาศ “โรดแม็ป” แผนปรองดองเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าพวกเขาเสนอโรดแม็ปอันหนึ่งมาตั้งนานแล้ว นั่นคือ  ยุบสภา  ยกเลิกการสั่งปิดสื่อของเสื้อแดงและยุติปัญหาสองมาตรฐานในระบบยุติธรรม เพราะเหตุนี้เอง คนเสื้อแดงจำนวนมากจึงไม่อยากเสียเวลาโทรศัพท์เข้าไปในรายการ “6 วัน 63 ล้านความคิด”  พวกเขาเลือกความเงียบดีกว่า

แต่ความเงียบและสภาพที่ดูผิวเผินเหมือนปรกติในภาคอีสานเป็นแค่ภาพลวงตา มันคือหน้าฉากที่อำพรางความรู้สึกหวาดกลัว คับข้อง รังเกียจและเคียดแค้น

ถ้ามองในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ไม่เหมือนสภาพหลังการรัฐประหาร 2549 หรือแม้กระทั่งสภาพหลังการปราบปรามประชาชนของกองทัพเมื่อ พ.ศ. 2535 ทั้ง ๆ ที่ครั้งนั้นก็มีผู้ประท้วงถูกสังหารจำนวนมาก สภาพในตอนนี้มีบรรยากาศคล้ายประเทศไทยสมัยหลังการกวาดล้างนองเลือดนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 มากกว่า เช่นเดียวกับผู้นำเสื้อแดงในตอนนี้ ผู้นำนักศึกษาในตอนนั้นก็ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้าย ล้มเจ้าและปลุกปั่นก่อความไม่สงบเช่นกัน เหตุการณ์ตุลาคม 2519 เป็นจุดเริ่มต้นที่สังคมไทยเสื่อมถอยไปสู่ระบอบเผด็จการทหาร ความแตกแยกอย่างลึกซึ้งและการกดขี่ปราบปรามประชาชนเป็นระยะเวลายาวนาน

คนไทยจำนวนมาก และไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดงเท่านั้น เริ่มตั้งข้อสงสัยว่า วิธีการของรัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังนำพาประเทศไทยถอยหลังกลับไปสู่ระบอบเผด็จการด้วยการขยายภาวะฉุกเฉินไปอย่างไม่มีกำหนดหรือไม่ ตัวอย่างก่อนหน้านี้ก็มีให้เห็นใน พ.ศ. 2501 มีการประกาศงดใช้ระบบกฎหมายตามปรกติ และสั่งให้ยึดถือเอาประกาศของคณะปฏิวัติมีความสำคัญเหนือกว่ากฎหมายอาญาและกฎหมายรัฐธรรมนูญ มองจากในแง่ของกฎหมายแล้ว ประเทศไทยอยู่ภายใต้สภาวะนี้ต่อมาอีกถึง 4 ทศวรรษ มีแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 เท่านั้นที่มีความก้าวหน้าในแง่ของการรื้อทิ้งเศษซากตกค้างของระบอบเผด็จการ แต่การรัฐประหารของกองทัพเมื่อ พ.ศ. 2549 เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย ได้ผลักไสประเทศไทยจมลงสู่ความไร้เสถียรภาพอีกครั้ง

รัฐบาลอภิสิทธิ์บอกว่า การปราบปรามคนเสื้อแดงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาหลักนิติรัฐ แต่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกลับเป็นสิ่งที่สวนทางตรงกันข้าม  มันจะกัดเซาะความเข้มแข็งและความมั่นคงระยะยาวของระบอบนิติรัฐ ถึงแม้มีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในห้าจังหวัด แต่การขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปอีก 3 เดือนใน 18 จังหวัดและในกรุงเทพฯ เป็นแค่สัญญาณบ่งบอกครั้งล่าสุดถึงภาวะความไม่มั่นคงทางกฎหมายที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

เป็นเรื่องยากที่จะคิดว่า รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจะสามารถทลายกำแพงความเงียบหรือบรรเทาความโกรธแค้นของคนจำนวนมากในภาคอีสาน แน่นอน การยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินหรือการอนุญาตให้วิทยุโทรทัศน์เสื้อแดงกลับมาออกอากาศ อาจไม่ทำให้รัฐบาลชนะใจคนในภาคอีสานได้ง่าย ๆ  ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถ “คืน” สิทธิที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นของเขาในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งผู้วางนโยบายในกรุงเทพฯ ก็ไม่ควรประหลาดใจด้วย หากการคืนสิทธินี้จะทำลายความเงียบในภาคอีสานและเปิดช่องให้การส่งเสียงที่โกรธแค้นยิ่งกว่าเดิม


 …………………………..

*David Streckfuss เป็นนักเขียนที่อาศัยอยู่ใน จ.ขอนแก่น

Fri, 2010-07-16 00:45

 

0000

 

อ้างอิง : เว็บประชาไท

 

 

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

สมาชิก

ความคิดเห็นของบทความ

เว็บเพื่อนบ้าน

ทำเนียบรัฐบาล
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
สภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา
OnOpen
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
สถาบันอิศรา
ประชาไท
เครือข่ายกฎหมายมหาชน

ผู้เข้าชมออนไลน์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้51
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้248
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้563
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว2116
mod_vvisit_counterเดือนนี้1413
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว7711
mod_vvisit_counterรวม70842

Online (20 minutes ago): 10
Your IP: 38.107.191.92
,
Today: ก.ย. 06, 2010