“การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องหาการรับผิด” PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย webmaster   
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฏาคม 2010 เวลา 13:58 น.

    

การใช้กองกำลังทหารในการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ยังจัดเป็นการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนอย่างเป็นระบบและเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งกำหนดให้จัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮกอีกด้วย…” - “THE BANGKOK MASSACRES: A CALL FOR ACCOUNTABILITY” หรือ “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องหาการรับผิด”

“ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต” - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (2 ปีที่แล้ว)

 

เปิดบทคัดย่อสมุดปกขาว “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องหาการรับผิด”

 

หมายเหตุ: คำแปลบทคัดย่อของรายงานสมุดปกขาว “THE BANGKOK MASSACRES: A CALL FOR ACCOUNTABILITY” หรือ “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องหาการรับผิด” ของสำนักกฎหมาย Amsterdam & Peroff ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม พร้อมคำนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

 

 000

การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ : ข้อเรียกร้องหาการรับผิด
ว่าด้วยพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีภาระผูกพันในการนำตัวฆาตกรสู่กระบวนการยุติธรรม

 

บทคัดย่อ

เป็นเวลากว่า 4 ปีที่ประชาชนชาวไทยตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ นั่นก็คือสิทธิในการกำหนดใจตนเองผ่านการเลือกตั้งอย่างแท้จริงที่ดำรงอยู่บนฐานของเจตจำนงของประชาชน การโจมตีระบอบประชาธิปไตยเริ่มขึ้นด้วยการวางแผนและลงมือกระทำการรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2549 ด้วยความร่วมมือกับสมาชิกองคมนตรี ผู้บัญชาการทหาร ของไทยล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งชนะการเลือกตั้งมาถึง 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งในปี 2544, 2548 และ 2549  การรัฐประหารในปี 2549 ถือเป็นการเริ่มต้นในการพยายามที่จะฟื้นฟูอำนาจนำของกลุ่มทุนเก่า นายทหารระดับสูง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มองคมนตรี (“กลุ่มอำนาจเก่า”) โดยทำลายล้างพลังจากการเลือกตั้งซึ่งได้กลายเป็นสิ่งท้าทายอำนาจของพวกเขาอย่างสำคัญและเป็นประวัติการณ์ ระบอบที่การรัฐประหารตั้งขึ้นได้เข้าควบคุมหน่วยงานต่างๆของรัฐบาล ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคเป็นเวลา 5 ปี

เมื่อพรรคที่สืบทอดจากพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งในปลายปีพ.ศ. 2550 ก็กลับถูกศาลเฉพาะกิจ (ad hoc court) อันประกอบไปด้วยผู้พิพากษาที่แต่งตั้งโดยผู้ทำการรัฐประหารตัดสินให้ยุบพรรคนั้นอีก และเปิดทางให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ถูกกดดันให้ต้องใช้มาตรการกดขี่เพื่อรักษาฐานอำนาจอันไม่ชอบธรรมและปราบการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ก่อตัวขึ้นเพื่อตอบโต้การรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2549 และการรัฐประหารโดยศาลในปี 2551  หนึ่งในวิธีการกดขี่ก็คือการที่รัฐบาลได้บล็อกเว็บไซท์ประมาณ 50,000 เว็บ ปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และกักขังคนจำนวนหนึ่งภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพอันเลื่องชื่อของไทย และภายใต้พ.ร.บ.การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ที่โหดร้ายพอๆ กัน เมื่อเผชิญกับการชุมนุมประท้วงโดยมวลชนที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลก็ได้เชื้อเชิญให้กองทัพเข้ามาจัดการ และได้ระงับเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยการนำพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พร้อมทั้งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเข้มงวดยิ่งกว่ามาใช้ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารชุดใหม่ของประเทศในนามของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เข้ามาปกครองประเทศโดยไม่มีมาตรการตรวจสอบความรับผิดใดๆ ภายใต้การประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่ถูกประกาศอย่างไม่เหมาะสม ถูกนำมาบังคับใช้อย่างไม่สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ และใช้อย่างต่อเนื่องไม่มีกำหนดเพื่อปิดปากการคัดค้านใดๆ ที่มีต่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นอีกครั้งที่กลุ่มอำนาจเก่าไม่อาจปฏิเสธข้อเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเองของประชาชนชาวไทยได้โดยไม่ต้องหันไปหาระบอบเผด็จการทหาร

ในเดือนมีนาคม 2553 เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มคนเสื้อแดง หรือที่เรียกว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) การชุมนุมของคนเสื้อแดงดำเนินมาจนถึงวันที่ 66 ในวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อรถหุ้มเกราะบดขยี้แนวกั้นที่ทำขึ้นชั่วคราวรอบสี่แยกราชประสงค์ในกรุงเทพฯ และทะลวงค่ายประท้วงของคนเสื้อแดง หลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน กองกำลังทหารพยายามสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าแต่ล้มเหลว ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และในการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 ราย นับถึงเวลาที่บริเวณที่ชุมนุมได้ถูกเคลียร์เรียบร้อย อาคารพาณิชย์สำคัญๆ สองสามแห่งยังคงมีควันกรุ่น มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 80 คน และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำการชุมนุมมากกว่า 50 คนอาจเผชิญกับโทษประหารชีวิตจากข้อหา “ก่อการร้าย”  ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนยังคงถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐไทยนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้การชุมนุมทางการเมืองที่ชอบธรรมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง รวมถึงต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนซึ่งอยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชาสำหรับอาชญากรรมอย่างการสังหารพลเรือนกว่า 80 รายโดยพลการและตามอำเภอใจในกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วย ข้อเท็จจริงต่างๆ ปรากฏอย่างชัดเจนว่ามีการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการใช้กองกำลังทหารอย่างเกินความจำเป็น มีการกักขังโดยพลการต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการทำให้หายสาบสูญ และยังมีระบบการประหัตประหารทางการเมืองที่ปฏิเสธเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและในการแสดงออกของพลเมือง รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดง มีหลักฐานว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง เพื่อที่ผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญาระหว่างประเทศจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ การใช้กองกำลังทหารในการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ยังจัดเป็นการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนอย่างเป็นระบบและเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งกำหนดให้จัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮกอีกด้วย แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมฯ แต่การโจมตีเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเหตุเพียงพอให้ได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้หากเป็นการดำเนินการโดยรู้ถึงการกระทำนั้นภายใต้นโยบายที่ยอมให้เกิดหรือสนับสนุนให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตโดยไม่จำเป็น หรือเป็นนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีกลุ่มทางการเมืองที่เฉพาะเจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่าแผนต่อต้านคนเสื้อแดงที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลา 4 ปีนั้นกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันภายใต้นโยบายที่รับรองโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และการสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่เพิ่งผ่านมาก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามนโยบายนโยบายดังกล่าวครั้งล่าสุดเท่านั้น

ท้ายที่สุด การสืบสวนเหตุการณ์สังหารหมู่คนเสื้อแดงในเดือนเมษายน- พฤษภาคมที่รัฐบาลตั้งใจจะทำนั้นปรากฏแล้วว่าทั้งไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลางตามที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ ในขณะที่ประเทศไทยอาจมีความผิดเพิ่มเติมกรณีการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (ICCPR) และกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ จากที่ไม่ดูแลให้มีการสืบสวนการสังหารหมู่อย่างเป็นธรรมและสมบูรณ์ การกดดันจากนานาชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความพยายามในการฟอกตัวเองจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่กำลังดำเนินอยู่ของรัฐบาล

ไม่เป็นที่ถกเถียงเลยว่าประเทศไทยควรจะก้าวให้พ้นความรุนแรง และดำเนินการให้เกิดความปรองดอง ทว่าความปรองดองนั้นจำเป็นต้องเริ่มด้วยการฟื้นคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการปกครองตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นความปรองดองนี้ยังต้องการความรับผิดอย่างเต็มที่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่กระทำไปเพื่อยับยั้งสิทธิในการปกครองตนเองนั้น กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่าไม่อาจยอมรับสิ่งที่น้อยไปกว่านี้ได้

 

000

คำนำ

ในปี พ.ศ.2541 ผมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ ฉบับแรกของประเทศไทยเท่าที่เคยมีมา รัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้มอบการเป็นตัวแทนอย่างแท้จริงในกระบวนการเลือกตั้งแก่มวลชนชาวไทยเป็นครั้งแรก ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมพยายามดำเนินโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ได้เสนอไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่ว่า เสียงของพวกเขาได้รับการสดับรับฟัง นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมและแข็งแกร่ง

ในปี 2549 การรัฐประหารได้พรากสิทธิในการเลือกตั้งของเราไป อันทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจ และทำให้หลายคนลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่แทนที่จะมีใครฟังเสียงของพวกเขา กลุ่มที่ล้มล้างรัฐบาลกลับพยายามที่จะกำจัดพวกเขา ความทะยานอยากของคนกลุ่มนี้เป็นอันตรายยิ่ง อีกทั้งยังรุกล้ำจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์

ต่อมาภายหลังข้าพเจ้าได้ขอให้สำนักกฎหมาย Amsterdam และ Peroff ศึกษากรณีของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 ว่าเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ผมยังได้ขอให้สำนักกฎหมายศึกษาการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อแดง และศึกษานัยยะของเหตุการณ์เหล่านั้นภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โลกควรจะได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นกำลังถูกทำร้ายอยู่ในประเทศไทย

ภายใต้บริบทเช่นนั้น ผมเชื่อว่าจะเกิดการเลือกตั้งในไม่ช้า อย่างไรก็ตามหากการเลือกตั้งหมายถึงว่าจะมีการปรองดอง การเลือกตั้งเช่นนั้นจะต้องตอบโจทย์ข้อกังวลพื้นฐานที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างอำนาจประชาชนและการฟื้นฟูประเทศไทยให้เป็นรัฐประชาธิปไตยแบบที่ไม่กีดกันคนกลุ่มใด ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง การไม่กีดกันผู้ใดนั้นโดยนิยมแล้วก็คือภาวะที่เป็นสันติสุขนั่นเอง

(ลงชื่อ) ดร. ทักษิณ ชินวัตร

 

0000

ที่มา : เว็บประชาไท   Thu, 2010-07-22 12:40

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

รายงานเกี่ยวเนื่อง 

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (2 ปีที่แล้ว) : “ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต”

 ทีมข่าวการเมือง

 

หลังการสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม

ที่ต้องบันทึกไว้ก็คือมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากระหว่างการสลายการชุมนุมโดยตำรวจที่หน้ารัฐสภาในช่วงกลางวันจริง แต่ที่ต้องไม่เหมารวมก็คือ ผู้เสียชีวิตในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ได้เกิดจากการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา โดยรายหนึ่งเกิดจากเหตุระเบิดรถยนต์จี๊ปเชอโรกี ที่ ถ.สุโขทัย แยกพิชัย หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย ส่วนผู้เสียชีวิตอีกรายเสียชีวิตที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่เลิกประชุมสภาไปแล้ว

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ในเวลานั้นเห็นว่า “ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต” และต่อไปนี้คือความเห็นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ของนายอภิสิทธิ์ต่อเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

000

 

1.

“ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ”

2.

"ผมทราบว่านายกรัฐมนตรีกำลังจะจัดตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อที่จะสอบข้อเท็จจริง ผมไม่ทราบว่าท่านจะหาใครมาและจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมคิดว่าเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ

ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่ว่า กระบวนการของรัฐตั้งธงไว้แล้วว่าเป็นความผิดของประชาชน ท่านอย่าตั้งเลยครับ ท่านซ้ำเติมบ้านเมือง สร้างปมความขัดแย้งของบ้านเมืองเพิ่มเติมขึ้นมาอีก วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมมันหมดไปแล้วครับ เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากท่าน"

3.

"ท่านจะลาออก หรือถ้าท่านกลัวว่าถ้าท่านลาออกแล้วจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จะไปมีอำนาจท่านก็ยุบสภาเถิดครับ แต่ท่านเพิกเฉยไม่ได้ เพราะถ้าท่านเพิกเฉยแล้ว ท่านทำร้ายบ้านเมืองและท่านกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะว่าระบบการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้ว รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี"

4.

"ผมว่าท่านนายกฯ ก็มีแต่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ห่วงเลยนะครับ รัฐบาลอยู่สั้นอยู่ยาว แต่ผมห่วงว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไร รัฐบาลอยู่ผมก็ยังนึกไม่ออกนะครับว่าท่านนายกฯ คิดว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้บ้านเมือง ผมเห็นอาการท่านตอนนี้มีแต่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวงไปหมด แล้วถามท่านว่า ท่านอยู่ไปเพื่ออะไรครับ อยู่เพราะว่ากลัวคนๆ หนึ่งติดคุกหรืออะไรครับ แล้วจะให้บาดแผลในสังคมนั้นมันลุกลามบานปลายไปถึงขนาดไหนครับ"

5.

ผมไม่สนใจเลยนะครับวันนี้ว่าท่านยุบสภา ท่านลาออกแล้วใครจะเป็นหรือไม่อย่างไร ผมไม่สนใจเลยนะครับ ผมสนใจว่าต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ

 

0000

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, 9 ตุลาคม 2551

พรรคประชาธิปัตย์ยังคงติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราด้วยความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง ครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสแถลงข่าวให้สัมภาษณ์กับพี่น้องสื่อมวลชนนั้นก็คือวันอังคาร (7 ต.ค.) แต่ว่าเมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) และต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ พรรคก็ยังติดตามสถานการณ์และก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุการณ์ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เพราะเป็นความสูญเสียของพี่น้องประชาชนคนไทย สูญเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ บาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และแน่นอนครับ ยังทำให้สังคมและบ้านเมืองมีความขัดแย้งมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง

ผมและพรรคติดตามท่าทีของนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาจนถึงวินาทีนี้ ยังไม่เห็นความรับผิดชอบ ยังไม่เห็นความจริงใจในการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีแต่ความพยายามที่จะปัดความรับผิดชอบ ซึ่งไม่หนักหน่อยก็คือพยายามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว คือไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเช้าของวันที่ 7 ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างได้ว่า ไม่คาดคิดว่าปฏิบัติการณ์ของเจ้าหน้าที่จะนำมาสู่ความสูญเสียที่มีประชาชนนั้นขาขาด แต่ว่าตั้งแต่สายของวันที่ 7 ที่นายกรัฐมนตรีทราบเรื่องนี้แล้วนั้น ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายบริหาร ไม่ได้มีความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นั้นลุกลามบานปลายหรือเกิดซ้ำรอยกับช่วงที่เกิดขึ้นตอนเช้า

มิหนำซ้ำความสูญเสียในช่วงบ่ายและช่วงค่ำนั้น กลับมากกว่า รุนแรงกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ว่าเป็นผู้ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมิเช่นนั้นก็จงใจให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้น เมื่อวานจึงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ที่ได้ไปกล่าวโทษนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ แต่ว่าที่เลวร้ายกว่าการโยนความผิดหรือความพยายามปัดความรับผิดชอบไปให้เจ้าหน้าที่ก็คือว่า วันนี้พัฒนาไปสู่กระบวนการใส่ร้ายประชาชน

ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ ผมเคยได้ยินคนในฝ่ายรัฐบาลชอบถามคนนั้นคนนี้ว่า เป็นคนไทยหรือเปล่า แต่พฤติกรรมที่ท่านแสดงอยู่นั้น ไม่ใช่เป็นคนไทยหรือเปล่า แต่เป็นคนหรือเปล่า กระทำกับบุคคลถึงขั้นเสียชีวิต แล้วยังยัดเยียดปรักปรำใส่ร้ายเขาอีกว่าเขาพกพาอาวุธ เขาเป็นเด็กสาวซึ่งจบการศึกษาดี ไปชุมนุมด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่า เขาไปพิทักษ์ความถูกต้อง เขาไม่ได้มีอะไรที่ไปคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยแม้แต่น้อยนิด ผมสอบถามจากคุณแม่ของเขาซึ่งเห็นลูกสาวเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาแล้วยังบาดเจ็บอยู่ในโรงพยาบาล แม้แต่ตำรวจเขาก็เห็นไกลๆ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับการที่จะไปคุกคามรัฐแม้แต่น้อยนิด

บัดนี้เขาสูญเสียไปแล้ว นายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมชาย ยังปล่อยให้ลูกน้องและกระบวนการทั้งหลายของนายกฯ ไปยัดเยียดข้อหาใส่เขาอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ พฤติกรรมอย่างนี้ไม่มีทางนำพามาซึ่งความสมานฉันท์ความปรองดองหรือความเชื่อถือใด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พรรคก็จึงต้องดำเนินการในหลาย ๆ ทาง นอกจากการกล่าวโทษนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เมื่อวานนี้ วันนี้เราได้ทำหนังสือชี้แจงเอกอัครราชทูตของประเทศต่าง ๆ ในประเทศไทย เพื่อให้ทราบว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นประชาชนคนไทยนั้นไม่ใช่ประชาชนที่รุนแรงครับ แต่เป็นผู้ถูกกระทำจากความรุนแรงของภาครัฐ

ประการที่สอง เราได้มีการทำหนังสือเพื่อขอให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินการตามหน้าที่ในการสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ประการที่สาม เราจะได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขออธิบายนิดนะครับว่า ที่เราไม่ทำถึงนายกฯ ในเรื่องนี้เพราะว่าเราถือว่าท่านหมดความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือที่จะทำ เราทำถึงท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า เมื่อปรากฏชัดว่า มันมีการทำร้ายประชาชน มีการยิงอาวุธใส่ประชาชนไม่ได้เป็นไปตามที่ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่าเป็นการใช้แก๊สน้ำตาเท่านั้น หรือเป็นการใช้แก๊สน้ำตาตามวิถีทางที่อารยประเทศเขาทำกัน ท่านจะดำเนินการสอบสวนเพื่อที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านอย่างไร หรือว่าบุคคลเหล่านั้นทำตามคำสั่งของท่าน ถ้าทำตามของท่าน ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าไม่ได้ทำตามคำสั่งของท่านแต่มีบุคคลที่อยู่เหนือท่านเป็นผู้สั่ง บุคคลนั้นเป็นใคร ผมว่านี่คือสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของท่านผู้บัญชาการซึ่งเราก็ยังให้เกียรติท่านว่า ท่านยังอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมากับเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าท่านไม่ทำเช่นนี้ เราก็ถือว่าท่านเองก็มีความผิดด้วย

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พรรคได้ดำเนินการในวันนี้ ที่ได้มีการเดินทางไปทั้งสถานเอกอัครราชทูตของหลายประเทศ บวกกับการไปที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บวกกับการไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนครับว่า ผมทราบว่านายกรัฐมนตรีกำลังจะจัดตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อที่จะสอบข้อเท็จจริง ผมไม่ทราบว่าท่านจะหาใครมาและจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมคิดว่าเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ

ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่ว่า กระบวนการของรัฐตั้งธงไว้แล้วว่าเป็นความผิดของประชาชน ท่านอย่าตั้งเลยครับ ท่านซ้ำเติมบ้านเมือง สร้างปมความขัดแย้งของบ้านเมืองเพิ่มเติมขึ้นมาอีก วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมมันหมดไปแล้วครับ เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากท่าน

ท่านจะลาออก หรือถ้าท่านกลัวว่าถ้าท่านลาออกแล้วจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จะไปมีอำนาจท่านก็ยุบสภาเถิดครับ แต่ท่านเพิกเฉยไม่ได้ เพราะถ้าท่านเพิกเฉยแล้ว ท่านทำร้ายบ้านเมืองและท่านกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะว่าระบบการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้ว รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี และจนกว่าเราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถที่จะไปร่วมในการดำเนินการอย่างที่เราได้ให้ความร่วมมือมาโดยตลอดได้

วันนี้ผมก็ได้ทำหนังสือปฏิเสธการเข้าร่วมการเจรจา หรือการที่จะมีคณะทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะถือว่ารัฐบาลได้แสดงออกแล้วถึงความไม่จริงใจ ในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ได้มาพูดกับที่ประชุมซึ่งมีผมอยู่ด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พูดเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้คือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็กำลังจะได้ติดตามสถานการณ์ต่อไปและจะทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ในการรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนผู้เป็นเหยื่อของความรุนแรงในครั้งนี้ และในการพิทักษ์รักษาสิทธิและความถูกต้องในสังคมต่อไป

 

(ตอบคำถามผู้สื่อข่าว)

- ผมว่าทุกคนที่ให้ร้ายกับประชาชน แล้วก็แถลงข่าวชี้แจงแล้วพอถูกจับได้ก็เปลี่ยนคำอธิบายครับ ผมว่าประชาชนก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใครบ้าง ท่านก็รู้อยู่แล้วเป็นใครบ้าง นายกฯ ก็ควรจะรู้ว่าเป็นใครบ้าง

- ผมยังไม่ทราบนะครับ ไม่ค่อยได้ยินท่าน ผบ.ตร.ได้แสดงออกเท่าไหร่ครับ แต่ว่าหลายท่านที่มาชี้แจง ก็อย่างที่ผมเรียน พอจับได้ไล่ทันก็เปลี่ยนคำอธิบาย แล้วสุดท้ายมาให้ร้ายยัดเยียด ความผิดให้ประชาชน คนเหล่านี้ไม่สมควรที่จะอยู่ในฐานะที่จะมาชี้แจง ไม่อยู่ในฐานะที่จะมาบริหารงานของตำรวจต่อไปครับ

- คนที่มีความเชื่อถือจากสังคม แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครที่มีความเชื่อถือในสังคมขณะนี้จะยอมรับการแต่งตั้งจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะว่าถ้าเขารับการแต่งตั้งจากนายสมชาย ความเชื่อถือเขาก็ถูกกระทบ จะเห็นได้ว่าบางคนเขาเรียกร้องอยู่แล้วว่าไม่ให้มีการไปร่วมมือกับคณะกรรมการต่าง ๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว คือนายกฯ ต้องรู้ตัวเองครับวันนี้ เป็นผู้นำประเทศหรือไม่ ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองแล้วครับ 1 วันนะครับ เจ็บ 400 กว่าคน บาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต เพียงเพราะนายกฯ ต้องการเข้าไปอ่านเอกสาร 33 หน้า อ่านเสร็จแล้วก็ไม่สามารถตามที่อ่าน เพราะฉะนั้นผมมองไม่เห็นนะครับว่า ท่านอยู่ในฐานะอะไรที่จะมาตั้งคนให้มาสอบข้อเท็จจริง ถ้าบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องตำรวจ อย่างนั้นท่านก็ลาออกไปให้ตำรวจบริหารบ้านเมืองไปเลย ถ้าท่านบอกว่าท่านตัดสินใจเองไม่ได้ต้องฟังโทรศัพท์จากลอนดอน เอาคนที่ลอนดอนกลับมา

- ผมว่าท่านนายกฯ ก็มีแต่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ห่วงเลยนะครับ รัฐบาลอยู่สั้นอยู่ยาว แต่ผมห่วงว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไร รัฐบาลอยู่ผมก็ยังนึกไม่ออกนะครับว่าท่านนายกฯ คิดว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้บ้านเมือง ผมเห็นอาการท่านตอนนี้มีแต่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวงไปหมด แล้วถามท่านว่า ท่านอยู่ไปเพื่ออะไรครับ อยู่เพราะว่ากลัวคน ๆ หนึ่งติดคุกหรืออะไรครับ แล้วจะให้บาดแผลในสังคมนั้นมันลุกลามบานปลายไปถึงขนาดไหนครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่านี่คือคนซึ่งเคยนั่งอยู่ในกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้บริหารสูงสุด

- พรรคได้คุยกันเรื่องนี้มาก หากการที่เราพ้นจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ สามารถทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ ผมยืนยันว่าพวกเราจะทำ แล้วก็การยุบสภาก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราหลุดพ้นจากความเป็น ส.ส. แต่กลับนายกฯ ที่ชื่อสมชายนั้น แล้วเราลาออกไป 164 คน แล้วท่านไม่ทำอะไรหรอกครับนอกจากเอาลูกน้องท่านมาด่าว่า พวกเราทำให้เสียเงินเลือกตั้งซ่อม ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับสังคม เราก็ยังใช้สถานะความเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทำในสิ่งที่เราพอจะทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องห่วงหรอกครับเราพร้อมที่จะทิ้งตำแหน่งตรงนั้นอยู่แล้ว และแน่นอนถ้าการทิ้งตำแหน่งนั้นทำให้บ้านเมืองสงบแก้ไขปัญหาได้ เราทำทันที

- ผมก็ถามท่านนายกฯ ว่าแล้วคิดว่าสังคมจะทนกับสภาพนี้ไปได้นานเท่าไหร่ ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ผมเห็นอาการท่าน ก็ไม่รู้ว่าท่านทนได้นานเท่าไหร่ แต่ผมไม่ห่วงท่าน ผมห่วงสังคม ผมห่วงประเทศชาติ ผมไม่เข้าใจท่าน ทำเพื่ออะไรครับ ทำเพื่อใครครับ ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับ ที่จะตัดสินใจเพื่อจะคลี่คลายสถานการณ์ แต่อะไรล่ะครับ มันมีผลประโยชน์อะไร มันมีเรื่องอะไรครับที่มันยิ่งใหญ่กว่าขนาดที่เรียกว่า ยอมให้สังคมพังไปทั้งสังคม อะไรครับ

- ขณะนี้เนื่องจากไม่มีการเชิญประชุมส.ส.หรืออะไรทั้งสิ้นนะครับ สภาฯ หรืออะไร เรายังไม่มี ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลดำเนินการอะไรต่อไป วันนี้ก็มีประชุม ครม. ในส่วนของรัฐบาลใช่ไม๊ครับ ส่วนใหญ่ก็แต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ นั่นแหละ แต่ว่าผมไม่เห็น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไรนะครับ เลยยังไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกได้ว่าในแต่ละเรื่องนั้นเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่อย่างที่เรียกว่า ขณะนี้นั้นภาระหน้าที่ของส.ส.ประชาธิปัตย์ทุกคนนั้น ก็คือช่วยต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สูญเสียทั้งหมด แล้วก็ความเป็นธรรมในสังคม และก็พยายามตรวจสอบเท่าที่เราจะทำได้นะครับ ทว่า 2 วันที่ผ่านมาผมก็เรียนว่า ข้อมูลที่เราได้นั้น มันก็มาจากการที่พวกเราก็ยังเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการตรวจสอบแล้วก็เอาความจริงออกมา แล้วผมเรียนนะครับว่า ที่ผมพูดกับรัฐบาลทั้งหมดในวันนี้ รัฐบาลไม่ต้องมากล่าวหายัดเยียดว่าเป็นเพราะเราเห็นดี เห็นงามกับทุกเรื่องที่พันธมิตรทำ ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกันครับ พันธมิตรทำถูกทำผิด เรื่องหนึ่ง แต่พันธมิตรทำถูกทำผิดรัฐบาลไม่มีสิทธิทำผิด ไม่มีสิทธิทำร้ายประชาชน อันนี้คือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์

- ในพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมได้บอกแล้วว่า วันนี้เรามีการประชุมเพื่อที่ติดตามและกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ทุกวันอยู่แล้ว แล้วก็ในภาวะซึ่งมันมีความสับสนมาก ประชาธิปัตย์ก็ต้องการได้รับความเห็นที่หลากหลายจากส.ส. ฉะนั้นที่ประชุมของส.ส.จะเป็นหลักในการที่จะกำหนดทิศทางของพรรค ขอบอกเลยนะครับไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคด้วยครับ ที่ประชุมของส.ส.ทุกคนซึ่งเราเชิญเป็นประจำทุกวันในขณะนี้ จะเป็นผู้กำหนดทิศทางที่เราเห็นว่าดีที่สุดในการที่จะทำให้บ้านเมืองนั้นเดินไปสู่ความถูกต้องได้

- เขาควรจะมีสำนึกของเขาเอง ผมเห็นคุณบรรหารบอกว่าคนขาขาดนี่ก็ละมุนละม่อมแล้ว ผมก็ไม่รู้จะเรียกร้องอะไรจากท่านอีกครับ

- ผมไม่ทราบแล้วก็ไม่สนใจด้วยครับ รัฐบาลจะเอารัดเอาเปรียบอย่างไร ถ้ายุบสภานะครับ คืนอำนาจให้กับประชาชน ผมก็ไม่ว่านะครับ ก็ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วรัฐบาลพังไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากเอาเปรียบอะไรได้ทั้งนั้นแหละครับ เหมือนวันนั้น ผมไม่เข้าประชุมเพราะผมไม่อยากฝ่ากองเลือดเข้าไป ท่านก็ใช้เวทีสภาสื่อโทรทัศน์วิทยุด่าพวกผม ทำไปเถอะครับผมไม่ต้องการตอบโต้หรอก ผมไม่สนใจตอบโต้รัฐบาล ผมสนใจความถูกต้องในบ้านเมืองที่รัฐบาลต้องให้กับประชาชนให้กับประเทศครับ

- ผมอยากจะเห็นว่าท่านมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้ แต่สนับสนุนที่ท่านได้แสดงออกว่าจะไม่มีการรัฐประหารครับ

- ผมหวังว่าถัดจากนี้ไปไม่มีความสูญเสียกับประชาชนอีกนะครับ คือทหารก็เป็นทหารของประเทศ ของพระเจ้าอยู่หัวของประชาชน แล้วก็แน่นอนที่สุดนะครับ ต้องสนองนโยบายของรัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมไม่ขัดกับหลักการที่อยู่เหนือกว่านั้น

- ผมว่าวันนี้ต้องมีความรับผิดชอบจากรัฐบาลปัจจุบันก่อนนะครับ แล้วถึงจะมาพูดกันครับ ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐบาลอยู่เจรจาอยู่ ทำร้ายประชาชนเสร็จแล้วก็เรียกกลับมาเจรจา ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ตัวเองอยู่ไม่ได้ก็เลยคิดว่า เอาคนอื่นมาอยู่ด้วยตัวเองจะอยู่ได้อย่างนี้มันไม่ใช่คำตอบ

- คือถ้าไม่มีความรับผิดชอบ มันไม่มีทางจะเยียวยาได้ครับ มันก็เป็นเพียงการเล่นเกมช่วงชิงอำนาจกันไป แต่หลักการความรับผิดชอบไม่มีแล้วในสังคม ก็เท่ากับว่าเราก็ยิ่งตอกย้ำว่านักการเมืองต้องมาอยู่กันเพื่อที่จะเล่นเกมแสวงหาอำนาจกันไป ผมไม่สนใจเลยนะครับวันนี้ว่าท่านยุบสภา ท่านลาออกแล้วใครจะเป็นหรือไม่อย่างไร ผมไม่สนใจเลยนะครับ ผมสนใจว่าต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ

ขอบคุณครับ.

 

0000

ที่มา : เว็บประชาไท  Mon, 2010-04-26 09:26

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

สมาชิก

ความคิดเห็นของบทความ

เว็บเพื่อนบ้าน

ทำเนียบรัฐบาล
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
สภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา
OnOpen
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย
สถาบันอิศรา
ประชาไท
เครือข่ายกฎหมายมหาชน

ผู้เข้าชมออนไลน์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้47
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้248
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้559
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว2116
mod_vvisit_counterเดือนนี้1409
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว7711
mod_vvisit_counterรวม70838

Online (20 minutes ago): 10
Your IP: 38.107.191.92
,
Today: ก.ย. 06, 2010